<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" href="http://www.thaicontractors.com/rss/rss1html.xsl"?>
<!-- Generated by: http://www.phpclasses.org/rsswriter $Revision: 1.12 $ -->
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
 <channel rdf:about="http://www.thaicontractors.com/rss/channels.xml">
  <description/>
  <link>http://www.thaicontractors.com/</link>
  <title/>
  <dc:date>2007-09-27T00:00:00Z</dc:date>
  <image rdf:resource="http://www.thaicontractors.com/uploads/mask_logo.gif"/>
  <items>
   <rdf:Seq>
    <rdf:li rdf:resource="http://www.thaicontractors.com/content/news/4599.html"/>
    <rdf:li rdf:resource="http://www.thaicontractors.com/content/news/4584.html"/>
    <rdf:li rdf:resource="http://www.thaicontractors.com/content/news/4583.html"/>
    <rdf:li rdf:resource="http://www.thaicontractors.com/content/news/4581.html"/>
    <rdf:li rdf:resource="http://www.thaicontractors.com/content/news/4580.html"/>
    <rdf:li rdf:resource="http://www.thaicontractors.com/content/news/4579.html"/>
    <rdf:li rdf:resource="http://www.thaicontractors.com/content/news/4578.html"/>
    <rdf:li rdf:resource="http://www.thaicontractors.com/content/news/4577.html"/>
    <rdf:li rdf:resource="http://www.thaicontractors.com/content/news/4576.html"/>
    <rdf:li rdf:resource="http://www.thaicontractors.com/content/news/4574.html"/>
    <rdf:li rdf:resource="http://www.thaicontractors.com/content/news/4573.html"/>
    <rdf:li rdf:resource="http://www.thaicontractors.com/content/news/4572.html"/>
    <rdf:li rdf:resource="http://www.thaicontractors.com/content/news/4570.html"/>
    <rdf:li rdf:resource="http://www.thaicontractors.com/content/news/4568.html"/>
    <rdf:li rdf:resource="http://www.thaicontractors.com/content/news/4567.html"/>
    <rdf:li rdf:resource="http://www.thaicontractors.com/content/news/4565.html"/>
    <rdf:li rdf:resource="http://www.thaicontractors.com/content/news/4564.html"/>
    <rdf:li rdf:resource="http://www.thaicontractors.com/content/news/4563.html"/>
    <rdf:li rdf:resource="http://www.thaicontractors.com/content/news/4562.html"/>
    <rdf:li rdf:resource="http://www.thaicontractors.com/content/news/4558.html"/>
   </rdf:Seq>
  </items>
 </channel>
 <image rdf:about="http://www.thaicontractors.com/uploads/mask_logo.gif">
  <url>http://www.thaicontractors.com/uploads/mask_logo.gif</url>
  <link>http://www.thaicontractors.com/</link>
  <title/>
  <description/>
 </image>
 <item rdf:about="http://www.thaicontractors.com/content/news/4599.html">
  <description>&lt;p&gt;&lt;p&gt;ภาคธุรกิจก้าวข้ามประเด็นปัญหาการเมือง ค่ายยักษ์อสังหาฯทุกแบรนด์แข่งดันยอดขาย อัดแคมเปญแจกแหลกต่อเนื่อง ปูพรมจัดบิ๊กอีเวนต์ตลอดเดือน ก.พ.-มี.ค. หวังดูดซับกำลังซื้อเต็มเหนี่ยว หลังสัญญาณเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ปลายปี ด้านธุรกิจแบงก์โหมออกผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ชิงลูกค้า เช่นเดียวกับด้านผู้ประกอบการไอทีลุยจัดกิจกรรมการตลาดโกยยอดต่อเนื่อง&lt;/p&gt;&#13;&#10;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&#13;&#10;แม้ภาคธุรกิจจำนวนหนึ่งจะแสดงออกอย่างเปิดเผยว่าวิตกกังวลกับกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 26 ก.พ.นี้ จะเป็นจุดชนวนเหตุการณ์ความรุนแรง และกระทบไปถึงธุรกิจโดยรวม อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจของผู้สื่อข่าวประชาชาติธุรกิจ พบว่ามีภาคธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่มองข้ามเหตุการณ์นี้ ด้วยการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างเต็มที่ โดยให้เหตุผลว่าปัญหาการเมืองเป็นปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&#13;&#10;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&#13;&#10;ผู้สื่อข่าว &amp;quot;ประชาชาติธุรกิจ&amp;quot; รายงานว่า แม้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ยังกังวลกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง แต่เมื่อเทียบกับปัจจัยบวกด้านเศรษฐกิจที่มองว่ากำลังซื้อได้ฟื้นตัวดีขึ้น ตั้งแต่กลางปี 2552 เป็นต้นมา ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงตัดสินใจเดินหน้าจัดกิจกรรมเชิงรุกตั้งแต่ต้นปี ประกอบกับเหลือเวลาอีกเพียงเดือนเศษที่มาตรการกระตุ้นอสังหาฯจะหมดอายุลงในวันที่ 28 มีนาคม 2553 ทั้งลดหย่อนค่าโอน ค่าจด จำนอง และภาษีธุรกิจเฉพาะจะสิ้นสุดลง จึงกลายเป็นตัวผลักดันให้ตลาดเร่งฉวยจังหวะสร้างโอกาสในการขายมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&#13;&#10;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&#13;&#10;รูปธรรมที่เห็นชัดเจนคือการงัดกลยุทธ์ด้านการตลาดมาประชันกันแบบไม่มีใครยอมน้อยหน้าใคร ในงานมหกรรมบ้านและคอนโดฯ ครั้งที่ 22 ซึ่ง 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ร่วมกันจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-22 กุมภาพันธ์นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ส่งผลให้งานนี้กลายเป็นแหล่งรวมโปรโมชั่นบ้านและคอนโดฯ มีสีสันและความคึกคักไม่แพ้ปีก่อน ๆ สวนทางกับสถานการณ์ด้านการเมือง ที่แม้ผู้ประกอบการจะยังกังวลแต่เริ่มให้น้ำหนักน้อยลงกว่าเดิมมาก เห็นได้จากงานนี้ดีเวลอปเปอร์ทั้งรายใหญ่ รายเล็กต่างแข่งโรดโชว์โครงการ อาทิ ศุภาลัย, พฤกษาฯ, วังทองกรุ๊ป, ธารารมณ์, ปริญสิริ, อารียา พรอพ เพอร์ตี้, แพทโก้แลนด์, สัมมากร, ธนาพัฒน์ พร็อพเพอร์ตี้, มั่นคงเคหะการ, แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเม้นท์, เสนา ดีเวลลอปเม้นท์, เค.ซี.พร็อพเพอร์ตี้, พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค รวมทั้งธนายง ที่ก่อนหน้านี้ห่างหายไปจากตลาดเป็นเวลานาน ฯลฯ&lt;/p&gt;&#13;&#10;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&#13;&#10;โดยเฉพาะบริษัทพัฒนาที่ดินที่มีบ้านและคอนโดฯพร้อมอยู่พร้อมโอนในมือ ที่คาดหวังว่าจะสามารถระบายสต๊อกสินค้าบางส่วนออกไปได้ หากกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อบ้าน คอนโดฯ โดยอาศัยแรงดึงดูดใจจากแคมเปญลดแจกแถม เช่น ให้ส่วนลดสูงสุด 7 แสนบาท ลุ้นโชครถเบนซ์ แถมโตโยต้า วีออส เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ และการได้สิทธิประโยชน์จากมาตรการลดค่าโอนจาก 2% เหลือ 0.01% ลดค่าจดจำนองจาก 1% เหลือ 0.01%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&#13;&#10;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&#13;&#10;ลุยทำตลาด ไม่รอการเมืองนิ่ง&lt;/p&gt;&#13;&#10;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&#13;&#10;นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ให้ความเห็นว่า สาเหตุที่ผู้ประกอบการอสังหาฯเกือบทุกรายต่างโหม โปรโมตโครงการด้วยการจัดแคมเปญกระตุ้นยอดขายในช่วงนี้ เพราะมองว่าเป็นโอกาส มาจากปัจจัยบวกหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโดยรวมที่มีแนวโน้มดีขึ้น กำลังซื้อที่กลับมาดีตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี ที่ผ่านมา ทำให้หลายฝ่ายคาดหมายว่าจะดีต่อเนื่องจนถึงต้นปีนี้ บวกกับเป็นช่วงโค้งสุดท้ายที่มาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาฯกำลังจะสิ้นสุดพอดี ทำให้ดีเวลอปเปอร์ต่างชู กลยุทธ์ชิงดำกำลังซื้อของผู้บริโภค&lt;/p&gt;&#13;&#10;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;quot;ส่วนปัญหาการเมือง นักธุรกิจ นักลงทุนต่างมีความกังวล แต่คิดว่าคงไม่มีสถานการณ์รุนแรงเกิดขึ้น เลยพยายามกัดฟันเดินหน้าทำธุรกิจ เพราะถ้ามัวแต่รอดูสถานการณ์ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะยุติลง&amp;quot;&lt;/p&gt;&#13;&#10;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&#13;&#10;เช่นเดียวกับที่นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเม้นท์ มองว่า ถึงจุดนี้นักธุรกิจ นักลงทุนเลือกที่จะทำตลาดตามจังหวะและโอกาสที่มองว่าเหมาะสม โดยไม่รอให้ปัญหาทางการเมืองคลี่คลายลงเพียงอย่างเดียว แค่จับตาดูสถานการณ์ ถ้าเป็นเพียงระยะสั้นคงไม่ส่งผลกระทบอะไรมาก ยกเว้นเหตุการณ์จะลากยาวก็จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจและกำลังซื้อ&lt;/p&gt;&#13;&#10;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&#13;&#10;ผู้สื่อข่าวรายงานถึงรูปธรรมที่เด่นชัดว่า อีเวนต์และกิจกรรมหลายรูปแบบตั้งแต่ช่วงนี้ไปจนถึงเดือนมีนาคม 6 งานรวด นอกจากมหกรรมบ้านและคอนโดฯแล้ว อีเวนต์อื่น ๆ มีงาน &amp;quot;คอนสเทค&amp;quot;10&amp;quot; (ConsTech&amp;quot;10) และงาน &amp;quot;วิศวกรรมแห่งชาติ 2010&amp;quot; ซึ่งจัดขึ้นพร้อมกันวันที่ 18-20 กุมภาพันธ์ งาน &amp;quot;Home Builder Focus 2010&amp;quot; ของสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 กุมภาพันธ์ ที่ห้องบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัล ลาดพร้าว งาน &amp;quot;โฮมเวิร์ค เอ็กซ์โป&amp;quot; ครั้งที่ 8 ตั้งแต่วันที่ 26 ก.พ.-7 มี.ค. งาน &amp;quot;International Landscape Expo&amp;quot; ของสมาคมภูมิ สถาปนิกฯ ที่ &amp;quot;คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์&amp;quot; เอกมัยรามอินทรา วันที่ 18-21 มีนาคม&lt;/p&gt;&#13;&#10;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;/p&gt;</description>
  <link>http://www.thaicontractors.com/content/news/4599.html</link>
  <title>ธุรกิจมองข้ามชอตเร่งปั๊มยอด โหมลงทุนใหม่-อสังหาฯรุก 6 อีเวนต์ยักษ์</title>
  <dc:date>22 ก.พ. 2553</dc:date>
 </item>
 <item rdf:about="http://www.thaicontractors.com/content/news/4584.html">
  <description>&lt;p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;รอ ครม.ชี้ขาดเพื่อให้โครงการเดินหน้าไม่มีสะดุดตัดที่จอดรถจากเนื้องานชาวบ้านเสียประโยชน์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&#13;&#10;รายงานข่าวแจ้งว่า หลังสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จะปรับแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวจากหมอชิต-ลำลูกกา ช่วงที่ผ่านวงเวียนบางเขน เพราะติดปัญหากรุงเทพมหานคร (กทม.) เข้มงวดในการใช้พื้นที่ปักเสาตอ ม่อและใช้ที่สำนักงานเขตบางเขนทำที่จอดรถแล้วต่อรถไฟฟ้านั้น ทาง กทม. เป็นห่วงว่าการแก้ปัญหาดังกล่าวจะทำให้ประชาชนไม่ ได้รับความสะดวกในการเดินทาง แทนที่ทั้ง 2 หน่วยงานจะทำหนังสือหารือกับ ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. อย่างเป็นทางการ แทนที่จะหารือสำนักงานเขตบางเขนซึ่งไม่มีอำนาจในการอนุมัติ หลังผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงว่าจะพิจารณาให้หากมีหนังสือขอมาอย่างเป็นทางการ แต่ กทม. ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในการใช้พื้นที่เพราะเป็นหน่วยงานภายนอกไม่ใช่ กทม. ก่อสร้างเอง เนื่องจากรถไฟฟ้าสายนี้ กทม. อยู่ระหว่างนำเสนอ ครม. และนายกรัฐมนตรีพิจารณาเพื่อขอกลับคืนมาให้ กทม. ก่อสร้างเอง แต่ทั้ง 2 หน่วยงานกลับเร่งรัดแก้ไขปัญหาดังกล่าวเพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่มีปัญหาเรื่องการใช้พื้นที่โครงการเพื่อผลักดันให้ได้ก่อสร้าง แต่ประชาชนจะไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง เพราะไม่มีที่จอดรถ&lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&#13;&#10;รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า นอกจากนี้ล่าสุดกรณีนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมออกมาระบุให้นายกฯ และ ครม.ตัดสินเรื่องโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวนั้นเป็นเรื่องดี อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ยังไม่มีข้อยุติทาง รฟม. และ สนข. ควรหยุดการดำเนินการในโครงการนี้ก่อน&amp;nbsp; ไม่เช่นนั้นหากตัดสินใจเร่งรัดโดยที่ตัวเองไม่มีความพร้อม เช่น การตัดที่จอดรถออกจากโครงการ หรือ ต้องยืดเส้นทางออกไปนอกเมืองในคราวเดียวกัน เพราะหาที่ทำอู่จอดซ่อมพื้นที่ด้านในไม่ได้ ทำให้ล่าช้า ประชาชนเสียประโยชน์&amp;nbsp; ควรรอให้ ครม. ชี้ขาดก่อนจะดำเนินการเพราะหากมีการชี้ขาดในครั้งนี้ซึ่งมีข้อสรุปยุติแล้ว จะทำให้เกิดความชัดเจนในการดำเนินการทั้งหมด ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นทุกฝ่ายจะได้ร่วมพิจารณาสนับสนุนผู้ที่ได้เป็นเจ้าของโครงการในการก่อสร้างแท้จริง.&lt;/p&gt;&lt;/p&gt;</description>
  <link>http://www.thaicontractors.com/content/news/4584.html</link>
  <title>แนะ รฟม.หยุดสายสีเขียว </title>
  <dc:date>16 ธ.ค. 2552</dc:date>
 </item>
 <item rdf:about="http://www.thaicontractors.com/content/news/4583.html">
  <description>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ผู้รับเหมาเฮลั่น! ครม.ไฟเขียวเพิ่มวงเงินก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ จำนวน 3.6 พันล้าน ตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีวงเงินลงทุนก่อสร้างเพิ่มเป็น 5.2 หมื่นล้าน นอกจากนี้ ครม.ยังต่ออายุ รถเมล์-รถไฟฟรี พร้อมยกเลิกน้ำ-ไฟฟรี&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีรายงานข่าวแจ้งว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบให้ขยายกรอบวงเงินค่าก่อสร้างงานโยธาโครงการ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน 3,600 ล้านบาท ตามที่นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรวงคมนาคม เสนอ โดยแจ้งว่า เป็นการปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนค่าก่อสร้าง เนื่องจากค่าจ้างและราคาวัสดุปรับราคาเพิ่มขึ้น&lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยกรอบวงเงินที่เพิ่มขึ้น เป็นค่าก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ ด้วยการเพิ่มงบประมาณด้านโยธา จากเดิม 48,000 ล้านบาท เพิ่มเป็น 52,000 ล้านบาท โดยให้กระทรวงการคลังจัดหาเงินกู้ที่เหมาะสม และค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าว&lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน มีมูลค่าโครงการทั้งสิ้น 82,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงานที่ปรึกษา 2,170 ล้านบาท ค่าจัดการกรรมสิทธิ์ที่ดิน 5,900 ล้านบาท งานระบบเดินรถ 22,000 ล้านบาท ขณะที่งานค่าก่อสร้างงานโยธาเพิ่มขึ้น 3,639 ล้านบาท คิดเป็น 7.46% จากเดิม 48,821 ล้านบาท เป็น 52,460 ล้านบาท&lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังเสนอ ครม.พิจารณาโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือเอนกประสงค์คลองใหญ่ จ.ตราด งบประมาณ 1,200 ล้านบาท เป็นงบก่อหนี้ผูกพัน 3 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2553-2555 โดยใช้งบประมาณกลางปีงบประมาณ 53 จำนวน 259 ล้านบาท และงบผูกพันข้ามปี 2554 จำนวน 452 ล้านบาท และปีงบประมาณ 2555 จำนวน 605 ล้านบาท&lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นอกจากนี้ ครม.ยังมีมติอนุมัติต่ออายุมาตรการลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชนที่จะสิ้นสุด ระยะเวลาในวันที่ 31 ธันวาคม 2552 นี้ โดยจะต่ออายุรถเมล์ฟรี รถไฟชานเมืองฟรี แต่จะไม่มีการต่ออายุค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา โดยให้สิ้นสุดปีนี้เท่านั้น&lt;/p&gt;</description>
  <link>http://www.thaicontractors.com/content/news/4583.html</link>
  <title>ผู้รับเหมาเฮ! ครม.ไฟเขียวเพิ่มเงินก่อสร้างรถไฟฟ้า 3.6 พันล้าน</title>
  <dc:date>24 พ.ย. 2552</dc:date>
 </item>
 <item rdf:about="http://www.thaicontractors.com/content/news/4581.html">
  <description>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;สนย.เตรียมปรับรูปแบบโครงการทางลอดจรัญฯ-พรานนก หลังประชาชนรุมค้าน จุมพล เตรียมเสนอลดช่องจราจรในอุโมงค์ ลดจุดยูเทิร์นให้น้อยลง&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;/strong&gt;&#13;&#10;&lt;p&gt;นายจุมพล สำเภาพล ผู้อำนวยการสำนักการโยธา (&lt;a class=&quot;anchor-link&quot; href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;amp;cof=FORID%3A9&amp;amp;ie=windows-874&amp;amp;q=สนย.&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;สนย.&lt;/a&gt;)&lt;a class=&quot;anchor-link&quot; href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;amp;cof=FORID%3A9&amp;amp;ie=windows-874&amp;amp;q= กทม.&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt; กทม.&lt;/a&gt; เปิดเผยว่าภายในเดือน พ.ย.นี้ &lt;a class=&quot;anchor-link&quot; href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;amp;cof=FORID%3A9&amp;amp;ie=windows-874&amp;amp;q=สนย.&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;สนย.&lt;/a&gt;เตรียมเข้าชี้แจงและทำความเข้าใจกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการก่อสร้างทางลอดถนนจรัญสนิทวงศ์-ถนนพรานนก ระยะทาง 1,250 เมตร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ค้าที่อยู่บริเวณดังกล่าว หลังจากที่มีประชาชนร้องเรียนว่าโครงการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและการค้าขายในพื้นที่ดังกล่าว ว่า ขณะนี้กทม.พยายามแก้ไขปัญหาด้านการจราจรในเส้นทางถนนจรัญสนิทวงศ์ ซึ่งปัจจุบันมีสภาพการจราจรติดขัดอย่างหนักในชั่วโมงเร่งด่วน และขณะเดียวกันก็ต้องการเยียวยาช่วยเหลือประชาชนที่ประกอบอาชีพค้าขายในพื้นที่ใกล้เคียงด้วย&lt;/p&gt;&#13;&#10;&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามขณะนี้ &lt;a class=&quot;anchor-link&quot; href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;amp;cof=FORID%3A9&amp;amp;ie=windows-874&amp;amp;q=สนย.&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;สนย.&lt;/a&gt;อยู่ระหว่างการทบทวนปรับแบบโครงการดังกล่าว เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชน เช่น ปรับลดช่องจราจรภายในอุโมงค์ จากเดิมที่ได้กำหนดไว้ 3 ช่องจราจร กว้างประมาณ 12 เมตร ซึ่งจะทำให้ช่องจราจรบนพื้นผิวนั้นลดเหลือ 1 ช่อง ซึ่งการปรับลดดังกล่าวเบื้องต้นอาจจะคงช่องจราจรบนพื้นผิวให้เหลือ 2 ช่องจราจร และปรับลดช่องทางในอุโมงค์ หรือ เพิ่มขนาดของทางเท้าให้มีความกว้างประมาณ 2.5 เมตร จากปัจจุบันที่มีความกว้าง 1.5 เมตร ทั้งนี้เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ค้าสามารถวางของขายได้เหมือนเดิม&lt;/p&gt;&#13;&#10;&lt;p&gt;นายจุมพล กล่าวด้วยว่า ส่วนการจราจรที่เป็นปัญหาเมื่อตนได้วิเคราะห์แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเส้นทางดังกล่าวมีจุดกลับรถเป็นจำนวนมาก ซึ่ง &lt;a class=&quot;anchor-link&quot; href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;amp;cof=FORID%3A9&amp;amp;ie=windows-874&amp;amp;q=สนย.&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;สนย.&lt;/a&gt;เตรียมพิจารณาปรับลดจุดกลับรถให้น้อยลงซึ่งจะเป็นการบรรเทาการจราจรที่ติดขัดได้อีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตามการดำเนินการก่อสร้างขณะนี้ยังไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ แม้จะมีการลงนามสัญญาบริษัทเอกชนแล้ว เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้บริหารกทม. มีคำสั่งให้ชะลอการก่อสร้างโครงการดังกล่าวไว้ก่อนจนกว่าจะหาทางออกให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;&#13;&#10;&lt;p&gt;ทั้งนี้โครงการดังกล่าว &lt;a class=&quot;anchor-link&quot; href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;amp;cof=FORID%3A9&amp;amp;ie=windows-874&amp;amp;q=สนย.&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;สนย.&lt;/a&gt;ได้ว่าจ้างบริษัทกำแพงเพชรวิวัฒน์ก่อสร้าง จำกัดเป็นผู้ก่อสร้าง โดยได้กำหนดระยะเวล&lt;strong&gt;า&lt;/strong&gt;ก่อสร้าง 820 วัน ได้ทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค. 52-25 ม.ค.2555 วงเงินงบประมาณ 788 ล้านบาท&lt;/p&gt;&lt;/p&gt;</description>
  <link>http://www.thaicontractors.com/content/news/4581.html</link>
  <title>สนย.เตรียมปรับรูปแบบโครงการทางลอดจรัญฯ-พรานนก</title>
  <dc:date>21 พ.ย. 2552</dc:date>
 </item>
 <item rdf:about="http://www.thaicontractors.com/content/news/4580.html">
  <description>&lt;p&gt;&lt;meta content=&quot;text/html; charset=utf-8&quot; http-equiv=&quot;Content-Type&quot; /&gt;&#13;&#10;&lt;table cellspacing=&quot;0&quot; cellpadding=&quot;0&quot; width=&quot;600&quot; border=&quot;0&quot;&gt;&#13;&#10;    &lt;tbody&gt;&#13;&#10;        &lt;tr&gt;&#13;&#10;            &lt;td&gt;นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯกทม. เปิดเผยว่า กทม.ได้ประกาศร่างเงื่อนไขประกวดราคา (ทีโออาร์) ว่าจ้างก่อสร้างโครงการจุดเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างสถานีรถประจำทางด่วนพิเศษ (บีอาร์ที) กับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีช่องนนทรี วงเงิน 200 ล้านบาท ลงในเว็บไซต์ของสำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) เพื่อหาผู้รับเหมามาดำเนินการ โครงการดังกล่าวประกอบด้วยงานโครงสร้างเหล็กปิดพื้นที่ สะพานลอย จุดเชื่อมโยงระหว่างรถบีอาร์ทีกับรถไฟฟ้าบีทีเอส ระยะเวลาดำเนินการ 180 วัน &lt;br /&gt;&#13;&#10;            &lt;br /&gt;&#13;&#10;            สำหรับคุณสมบัติผู้รับเหมาจะต้องจดทะเบียนเป็นผู้รับเหมาของกทม.ด้านการก่อสร้างสะพานเหล็ก ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี ผลงานไม่น้อยกว่า 85.3 ล้านบาท/สัญญา ผลงานที่ใช้ต้องเป็นผลงานของราชการ มีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท จะครบกำหนดลงประกาศในเว็บไซต์วันที่ 12 พ.ย.นี้ หากไม่มีผู้ใดทักท้วงหน่วยงานจะดำเนินการเปิดประกวดราคาหาเอกชนผู้รับเหมาโครงการได้ภายใน 60-90 วัน&lt;br /&gt;&#13;&#10;            &lt;br /&gt;&#13;&#10;            นายธีระชนกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังเตรียมนำร่างทีโออาร์ว่าจ้างปรับปรุงผิวจราจรและทางแยกโครงการรถบีอาร์ทีวงเงิน 110 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 180 วัน ลงในเว็บไซต์ภายในสัปดาห์นี้เพื่อหาผู้รับเหมา โดยมีขอบข่ายงานปรับผิวจราจรและทางแยกเส้นทางรถบีอาร์ทีทั้งขาไป-กลับ เฉพาะเลนขวาสุดระยะทาง 33 ก.ม. พร้อมทำคันคอนกรีตกั้นช่องขวาสุดตลอดเส้นทาง ตีเส้นผิวจราจร ตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน และปาดเกาะกลางถนนเพื่อขยายช่องจราจรสำหรับรถบีอาร์ที ผู้รับเหมาจะต้องจดทะเบียนมีผลงานด้านการก่อสร้างถนน มีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท เพื่อเปิดให้บริการได้ในวันที่ 15 พ.ค.นี้&lt;/td&gt;&#13;&#10;        &lt;/tr&gt;&#13;&#10;    &lt;/tbody&gt;&#13;&#10;&lt;/table&gt;&lt;/p&gt;</description>
  <link>http://www.thaicontractors.com/content/news/4580.html</link>
  <title>กทม.ทุ่มงบกว่า300ล.ปรับผิวจราจร สร้างจุดเชื่อมต่อรถด่วน&amp;quot;บีอาร์ที&amp;quot;-ไฟฟ้าบีทีเอส</title>
  <dc:date>9 พ.ย. 2552</dc:date>
 </item>
 <item rdf:about="http://www.thaicontractors.com/content/news/4579.html">
  <description>&lt;p&gt;&lt;meta content=&quot;text/html; charset=utf-8&quot; http-equiv=&quot;Content-Type&quot; /&gt;&#13;&#10;&lt;table cellspacing=&quot;0&quot; cellpadding=&quot;0&quot; width=&quot;600&quot; border=&quot;0&quot;&gt;&#13;&#10;    &lt;tbody&gt;&#13;&#10;        &lt;tr&gt;&#13;&#10;            &lt;td&gt;&#13;&#10;            &lt;p&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot; size=&quot;2&quot;&gt;ที่กระทรวงคมนาคม เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 5 พ.ย. นายโสภณ ซารัมย์&amp;nbsp; รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามแนวทางการปฏิรูปการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ว่า ได้มอบนโยบายให้ รฟท. เชิญบุคคลจากภายนอก เข้าร่วมเป็นกรรมการในคณะทำงาน ดูแลด้านการพัฒนาทรัพย์สิน เพื่อความโปร่งใส&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&#13;&#10;            &lt;p&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot; size=&quot;2&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&#13;&#10;            &lt;/td&gt;&#13;&#10;        &lt;/tr&gt;&#13;&#10;        &lt;tr&gt;&#13;&#10;            &lt;td&gt;&#13;&#10;            &lt;p&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot; size=&quot;2&quot;&gt;ด้านนายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานบอร์ด รฟท. ซึ่งเป็นประธานคณะทำงานพิจารณาเรื่องการปรับโครงสร้างพื้นฐานรถไฟ หัวรถจักร ระบบราง อาณัติสัญญาณและจุดตัด ต่าง ๆ กล่าวว่า จะให้การบริหารการเดินรถไฟ รถสินค้า และสินทรัพย์ที่ดินของ รฟท. อยู่ในรูปแบบของหน่วยธุรกิจ (บิส&amp;nbsp; สิเนส ยูนิต) ตามข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ รฟท. (สร.รฟท.) ยกเว้นการบริหารโครงการแอร์พอร์ตลิงก์และรถไฟฟ้า จะต้องจัดตั้งเป็นบริษัทลูก เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการ เชื่อว่าแนวทางนี้น่าจะเหมาะสมที่สุด เพราะฝ่ายบริหารยอมที่จะถอยแล้ว ทาง สร.รฟท. ก็น่าที่จะยอมถอยและยอมรับได้ ไม่เช่นนั้นทุกอย่างจะไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&#13;&#10;            &lt;p&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot; size=&quot;2&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&#13;&#10;            &lt;/td&gt;&#13;&#10;        &lt;/tr&gt;&#13;&#10;        &lt;tr&gt;&#13;&#10;            &lt;td&gt;&#13;&#10;            &lt;p&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot; size=&quot;2&quot;&gt;นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระ ทรวงคมนาคม และกรรมการ รฟท. กล่าวว่า แนวทางการพัฒนาทรัพย์สินของ รฟท. จะต้องแบ่งประเภทที่ดินที่มีศักยภาพในการ พัฒนาทั่วประเทศ จำนวน 8,000 ไร่ จากที่ดินที่สามารถพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้ 3.6 หมื่นไร่ มาประเมินมูลค่าว่าจะมีรายได้จากการพัฒนาที่ดินเท่าใด โดยจะจ้างที่ปรึกษามาเป็นผู้ประเมิน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&#13;&#10;            &lt;p&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot; size=&quot;2&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&#13;&#10;            &lt;/td&gt;&#13;&#10;        &lt;/tr&gt;&#13;&#10;        &lt;tr&gt;&#13;&#10;            &lt;td&gt;&#13;&#10;            &lt;p&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot; size=&quot;2&quot;&gt;สำหรับที่ดินที่มีศักยภาพจะอยู่ที่กรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ เช่น หัวหิน เชียงใหม่ ขอนแก่น โดยพื้นที่ที่มีศักยภาพในกรุงเทพฯ เช่น มักกะสัน สถานีแม่น้ำ หัวลำโพง บางซื่อ โดยตั้งเป้ารายได้จากการพัฒนาที่ดินทั้ง 4 แปลง ไม่ต่ำกว่า 2,700 ล้านบาท เพราะจะนำรายได้ดังกล่าวมาแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายบำนาญของ รฟท. รวมทั้งช่วยเพิ่มรายได้จากการพัฒนาทรัพย์สินจาก เดิมที่มีรายได้ปีละ 1,500 ล้านบาท.&lt;br /&gt;&#13;&#10;            &lt;br /&gt;&#13;&#10;            &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&#13;&#10;            &lt;/td&gt;&#13;&#10;        &lt;/tr&gt;&#13;&#10;    &lt;/tbody&gt;&#13;&#10;&lt;/table&gt;&lt;/p&gt;</description>
  <link>http://www.thaicontractors.com/content/news/4579.html</link>
  <title>จ่อปรับโครงสร้างพื้นฐานการรถไฟ</title>
  <dc:date>6 พ.ย. 2552</dc:date>
 </item>
 <item rdf:about="http://www.thaicontractors.com/content/news/4578.html">
  <description>&lt;p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ธนาคารกรุงเทพ ปล่อยกู้กลุ่ม บริษัทร่วมทุนบมจ.ช.การช่างประมาณ 7.8 พันล้านบาทสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&#13;&#10;&lt;p&gt;&lt;a class=&quot;anchor-link&quot; href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;amp;cof=FORID%3A9&amp;amp;ie=windows-874&amp;amp;q=นายชาญศักดิ์ เฟื่องฟู รองผู้จัดการใหญ่ ผู้อำนวยการลูกค้าธุรกิจรายใหญ่&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;นายชาญศักดิ์ เฟื่องฟู รองผู้จัดการใหญ่ ผู้อำนวยการลูกค้าธุรกิจรายใหญ่&lt;/a&gt; &lt;a class=&quot;anchor-link&quot; href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;amp;cof=FORID%3A9&amp;amp;ie=windows-874&amp;amp;q=ธนาคารกรุงเทพ&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ธนาคารกรุงเทพ&lt;/a&gt; (BBL) เปิดเผยว่า ธนาคารได้อนุมัติสนับสนุนวงเงินสินเชื่อรวมจำนวน 7,779.58 ล้านบาท แก่ CKTC Joint Venture ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บมจ.ช.การช่าง(CK)ที่ถือหุ้นในสัดส่วน 70% กับ Tokyu Construction Co.,Ltd ของประเทศญี่ปุ่นที่ถือหุ้น 30% เพื่อใช้ในโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ สัญญา 1 ที่ได้รับจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มูลค่าโครงการรวม 14,292 ล้านบาท&lt;/p&gt;&#13;&#10;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&#13;&#10;โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ สัญญาที่ 1 จะเป็นส่วนโครงสร้างยกระดับส่วนตะวันออก โดยงานก่อสร้างครอบคลุมโครงสร้างทางวิ่งรถไฟฟ้า (Viaduct) แบบยกระดับ ประกอบด้วย ฐานราก ตอม่อ เสา และคานกล่อง คอนกรีตเสริมเหล็ก (Segmental Box Girder) ความสูงประมาณ 17-19 เมตร วางต่อม่อกลางถนน ระยะห่างระหว่างตอม่อไม่เกิน 40 เมตร ระยะทางก่อสร้างรวมประมาณ 12 กิโลเมตร (ทางยกระดับ 11.88 กิโลเมตร ส่วนเชื่อมต่อใต้ดิน 0.13 กิโลเมตร) ซึ่งโครงสร้างทางวิ่งจะเป็นลักษณะเดียวกับรถไฟฟ้าบีทีเอส&lt;/p&gt;&#13;&#10;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&#13;&#10;นอกจากนี้ ยังรวมถึงการก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้า จำนวน 8 สถานี เริ่มจากสถานีเตาปูน (ต่อเชื่อมกับรถไฟฟ้าใต้ดินปัจจุบันที่สถานีบางซื่อ) สถานีบางซ่อน สถานีวงศ์สว่าง สถานีแยกติวานนท์ สถานีกระทรวงสาธารณสุข สถานีศูนย์ราชการนนทบุรี สถานีศรีพรสวรรค์ สถานีแยกนนทบุรี 1 สิ้นสุดที่สะพานพระนั่งเกล้า ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะเป็นจุดเชื่อมต่อกับสัญญาที่ 2 โดยแต่ละสถานีมีความยาวประมาณ 250 เมตร กว้างประมาณ 18 เมตร พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก โดยทั่วไปแต่ละสถานีจะมี 3 ชั้น มีทั้งรูปแบบชานชลากลางและชานชลาด้านข้าง ซึ่งจะใช้ระยะเวลาการก่อสร้างรวมทั้งสิ้น 1,350 วัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&#13;&#10;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&#13;&#10;โครงการดังกล่าวเป็นโครงการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคที่ภาครัฐ โดย รฟม.ได้รับแหล่งเงินโครงการจากธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JBIC) เพื่อเชื่อมโยงกับโครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล บริเวณสถานีบางซื่อ สำหรับนำผู้โดยสารจากพื้นที่จังหวัดนนทบุรี เข้าสู่โครงข่ายระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนภายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&#13;&#10;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&#13;&#10;โดยมีโครงสร้างรถไฟฟ้าแบบยกระดับระยะทาง 23 กิโลเมตร สถานียกระดับ 16 สถานี โดยมีแนวเส้นทางเริ่มจากบริเวณแยกเตาปูน ซึ่งมีสถานีเตาปูนเป็นสถานีร่วมของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง จากนั้นเส้นทางจะวิ่งไปตามถนนกรุงเทพ-นนทบุรี ถนติวานนท์ ถนนรัตนาธิเบศร์ ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานพระนั่งเกล้า ผ่านแยกท่าอิฐ แยกบางพลู แยกบางใหญ่ และเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนกาญจนาภิเษก สิ้นสุดโครงการที่บริเวณคลองบางไผ่ ซึ่งเป็นที่ตั้งสถานีและศูนย์ซ่อมบำรุง&lt;/p&gt;&#13;&#10;&lt;!-- Tags Keyword --&gt;&lt;/p&gt;</description>
  <link>http://www.thaicontractors.com/content/news/4578.html</link>
  <title>BBL ปล่อยกู้กลุ่มช.การช่าง7.8 พันล.สร้างรถไฟฟ้า</title>
  <dc:date>5 พ.ย. 2552</dc:date>
 </item>
 <item rdf:about="http://www.thaicontractors.com/content/news/4577.html">
  <description>&lt;p&gt;&lt;p&gt;ปลัดคมนาคมเผยสัปดาห์หน้าเตรียมชงครม.ของบสร้างส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเพิ่มจากเดิม 4.8 หมื่นล้านเป็น 5.2 หมื่นล้าน ระบุการลงทุนส่วนงานโยธาจะใช้เงินกู้ในประเทศ&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานกรรมการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) วานนี้(27 ต.ค.) ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาความชัดเจนในการดำเนินโครงการส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสาย สีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ ระยะทาง 27 กม. และได้ข้อสรุปว่าการลงทุนในส่วนของงานโยธา จำนวน 52,460 ล้านบาท จะใช้เงินกู้ในประเทศ ส่วนค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำนวน 5,900 ล้านบาท จะใช้เงินจากโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมจะเสนอรายละเอียดโครงการและกรอบวงเงินลงทุนค่างานโยธา ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 52,460 ล้านบาท จากเดิม 48,821 ล้านบาท ให้ครม.พิจารณาอนุมัติในสัปดาห์หน้า และคาดว่าจะประกาศเชิญชวนยื่นข้อเสนอประกวดราคาได้ในเดือนพ.ย.นี้ โดยใช้วิธีประกวดราคาแบบนานาชาติหรือ INTERNATIONAL BIDDING ซึ่งเอกชนต้องยื่นข้อเสนอด้านคุณสมบัติ ข้อเสนอทางเทคนิคและข้อเสนอด้านราคามาให้พิจารณา โดยตั้งเป้าหมายว่าจะเซ็นสัญญาว่าจ้างผู้รับเหมาได้ในช่วงปลายปีงบประมาณ 2553&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;อย่างไรก็ตาม ในส่วนของงานศูนย์ซ่อมบำรุง ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุน 2 พันล้านบาท ซึ่งรวมอยู่ในค่างานโยธานั้น หากในอนาคตบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีเอ็มซีแอล ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้เดินรถในโครงการส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงิน รฟม.จะตัดงานส่วนนี้ออก เพราะสามารถใช้ศูนย์ซ่อมบำรุงที่พระรามเก้าได้ โดยรฟม.จะเริ่มกระบวนการคัดเลือกผู้ให้บริการเดินรถโครงการส่วนต่อขยายสาย สีน้ำเงินในช่วงเดือนธ..ค.นี้&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;ldquo;ตามแผนงานกำหนดว่าจะเปิดให้บริการช่วง เตาปูน-ท่าพระ-บางแค ก่อน เพราะเป็นโครงสร้างยกระดับ จึงแล้วเสร็จก่อนโครงสร้างใต้ดิน ช่วงหัวลำโพง-ท่าพระ และจะพยายามให้งานก่อสร้างทั้งหมดแล้วเสร็จก่อนปี 2559&amp;rdquo;นายสุพจน์ กล่าว&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงโครงการส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน มีมูลค่าประมาณ 8.2 หมื่นล้านบาทว่า ส่วนที่รัฐต้องลงทุนประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย ค่าก่อสร้างงานโยธา 52,460 ล้านบาท ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 5,900 ล้านบาท ค่าจ้างที่ปรึกษา 2,099 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 22,400 ล้านบาท คือค่างานระบบรถไฟฟ้าและอาณัติสัญญาณ 22,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนที่รฟม.จะให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน โดยสัญญาก่อสร้างงานโยธา จะแบ่งเป็น 5 สัญญา คือ 1.ช่วงหัวลำโพง-สนามไชย 2.ช่วงสนามไชย-ท่าพระ 3.ช่วงเตาปูน-ท่าพระ 4.ช่วงท่าพระ-หลักสอง และ5.งานระบบราง ระยะทาง 70 กม.&lt;/p&gt;&lt;/p&gt;</description>
  <link>http://www.thaicontractors.com/content/news/4577.html</link>
  <title>เตรียมชงครม.เพิ่มงบ 3.6 พันล้านสร้างส่วนต่อไฟฟ้าสีน้ำเงิน</title>
  <dc:date>28 ต.ค. 2552</dc:date>
 </item>
 <item rdf:about="http://www.thaicontractors.com/content/news/4576.html">
  <description>&lt;p&gt;&lt;p&gt;5 สมาคมวิชาชีพโกอินเตอร์ ผนึก 3 แบงก์รัฐ &amp;quot;กรุงไทย-เอสเอ็มอีแบงก์-เอ็กซิมแบงก์&amp;quot; เซ็น MOU หนุนสินเชื่อเจาะตลาดต่างประเทศครบวงจร ทั้งบริษัทที่ปรึกษา-อสังหาฯ-ออกแบบ-รับเหมาก่อสร้าง โฟกัสอินเดีย กาตาร์ บาห์เรน ลิเบีย เวียดนาม บรูไน&lt;/p&gt;&#13;&#10;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&#13;&#10;ผู้สื่อข่าว &amp;quot;ประชาชาติธุรกิจ&amp;quot; รายงานว่า วันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ สมาคมวิชาชีพ 5 สมาคม ประกอบด้วย สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย (วปท.) สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมช่างเหมาไฟฟ้าและเครื่องกลไทย จะลงนามบันทึกข้อตกลงเบื้องต้น (MOU) ร่วมกับสถาบันการเงินของรัฐ 3 แห่ง คือ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ที่จะให้การสนับสนุนแหล่งเงินทุนแก่ผู้ประกอบการที่จะไปรับงานในต่างประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&#13;&#10;&lt;p&gt;เนื่องจาก 5 สมาคมวิชาชีพมีแผนจะไปเจาะตลาดอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาฯในต่างประเทศหลายประเทศ อาทิ อินเดีย กาตาร์ บาห์เรน ลิเบีย เวียดนาม บรูไน ฯลฯ ทั้งนี้จากที่ 5 สมาคมวิชาชีพได้หารือกันเบื้องต้น กลุ่มวิศวกรที่ปรึกษา สถาปนิก และบริษัท รับเหมาจะเข้าไปรับงานในบาห์เรน ผู้รับ เหมาจะเข้าไปรับเหมางานก่อสร้างใน ประเทศอินเดียและลิเบีย กลุ่มธุรกิจอสังหาฯจะเข้าไปเจาะตลาดเวียดนาม ขณะที่กลุ่มช่างเหมาไฟฟ้าและเครื่องกลจะรับงานในกาตาร์&lt;/p&gt;&#13;&#10;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&#13;&#10;นายพลพัฒ กรรณสูต นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย เปิดเผยว่า การลงนามใน MOU ครั้งนี้ เป็นผลมาจากมาตรการที่สมาคมเสนอให้รัฐบาลพิจารณาช่วยเหลืออุตสาหกรรมก่อสร้างไทยให้สามารถออกไปรับงานและแข่งขันในต่างประเทศได้มากขึ้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาผลักดันให้เป็นรูปธรรมได้มากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาการเข้าไปรับงานในต่างประเทศค่อนข้างลำบาก แต่หาก ได้แรงสนับสนุนจากภาครัฐจะทำให้การขยายตลาดในต่างประเทศมีความเป็นไปได้ มากขึ้น&lt;/p&gt;&#13;&#10;&lt;p&gt;สำหรับสิ่งที่รัฐบาลจะต้องเข้ามาช่วยเหลือ เช่น แหล่งเงินทุน การกำหนดนโยบายให้สถาบันการเงินออกแบงก์การันตีโดยคิดอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ต่ำ การลดเพดานด้านภาษีส่งออกและนำเข้าระหว่างประเทศที่ซ้ำซ้อนกันอยู่ เป็นต้น ทั้งหมดนี้หลังจากเซ็น MOU ร่วมกันแล้วจะมีการหารือกับรัฐบาลถึงรายละเอียดอีกครั้งว่าจะช่วยเหลือได้มากน้อยแค่ไหน โดยจะเร่งดำเนินการให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วที่สุด เพราะตั้งเป้าหมายว่าจะให้ผู้รับเหมาตลอดจนภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องสามารถออกไปรับงานในต่างประเทศได้ภายในปีนี้ เนื่องจากปัจจุบันงานประมูลก่อสร้างในประเทศไม่ค่อยมี จึงต้องเพิ่มตลาดต่างประเทศเข้ามาช่วยอีกแรงหนึ่ง&lt;/p&gt;&#13;&#10;&lt;p&gt;&amp;quot;แต่ละประเทศที่คัดเลือกมานั้นมีมูลค่างานโดยรวมประมาณ 2 แสนล้านบาท เพราะหลายประเทศกำลังเร่งพัฒนา มีการก่อสร้างโครงการอสังหาฯ โครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานจำนวนมาก และการเข้าไปครั้งนี้จะเข้าไปแบบครบวงจร ทั้งการออกแบบและก่อสร้าง จากปัจจุบันบางตลาดมีผู้ประกอบการรายใหญ่บางรายเข้าไปรับงานด้วยตัวเองอยู่แล้ว เพียงแต่อยากให้มีการเปิดตลาดให้ผู้ประกอบการรายอื่นเข้าไปรับงานได้บ้าง ที่สำคัญช่วยให้แรงงานไทยมีงานทำมากขึ้นด้วย&amp;quot;&lt;/p&gt;&#13;&#10;&lt;p&gt;นายกิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวในทำนองเดียวกันว่า การทำบันทึกข้อตกลงร่วมระหว่างสมาคมสถาปนิกสยามฯ, สมาคมวิศวกร, สมาคมผู้รับเหมา และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กับสถาบันการเงินของรัฐ หลัก ๆ รัฐบาลจะเป็น ผู้สนับสนุนภาคเอกชนไทยให้สามารถเข้า ไปรับงานในประเทศเป้าหมาย คือ บาห์เรน กาตาร์ อินเดีย เวียดนาม และลิเบียได้ ง่ายขึ้น ในลักษณะความร่วมมือแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล เนื่องจากที่ผ่านมาเอกชนไทยหลายรายต้องการเข้าไปรับงานในประเทศดังกล่าว แต่ติดขัดเงื่อนไขหลาย ๆ ด้าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&#13;&#10;&lt;p&gt;&amp;quot;เท่าที่ทราบเมื่อมีการทำข้อตกลงแล้ว รัฐบาลจะเข้ามาดูแลอย่างเต็มที่ เช่น กรณีเข้าไปรับงานสถาบันการเงินของรัฐภาย ใต้ข้อตกลง สามารถที่จะเปิดแอลซี ให้ผู้ประกอบการเข้าไปประมูลงานได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะลิเบียและกาตาร์เริ่มมีงานเข้ามาแล้ว&amp;quot;&lt;/p&gt;&#13;&#10;&lt;p&gt;ในส่วนของสมาคมอสังหาฯที่เข้าร่วมทำข้อตกลงร่วมในครั้งนี้ เพราะมองว่าเป็นโอกาสที่จะไปศึกษาตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพ ได้แก่ เวียดนาม และอินเดีย ซึ่งที่ผ่านมามีดีเวลอปเปอร์เพียงไม่กี่รายเข้าไปลงทุนอย่างจริงจัง หลังจากนี้สมาคมจะนำเรื่องดังกล่าวชี้แจงให้สมาชิกทราบรายละเอียด พร้อมเชิญผู้ประกอบการที่ไปบุกตลาดต่างประเทศอยู่แล้วมาให้ข้อมูล หากสมาชิกรายใดมีความพร้อมและสนใจก็จะสนับสนุนเต็มที่&lt;/p&gt;&#13;&#10;&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน ผู้ประกอบการไทยในหลายกลุ่มธุรกิจไปทำตลาดในต่างประเทศอยู่แล้ว อาทิ บริษัท เคทีจีวาย อินเตอร์ แอสโซซิเอทส์ รับงานออกแบบก่อสร้างในอินเดีย จีน บริษัท สถาปนิก 49 (A49) รับงานออกแบบโครงการในตะวันออกกลาง อินเดีย จีน บังกลาเทศ มาเลเซีย ฯลฯ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เข้าไปพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรในอินเดีย เวียดนาม บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) เข้าไปพัฒนานิคมอุตสาหกรรม และโครงการไคนา บิสสิเนส พลาซ่า และไคนา โอเวอร์ซีส์ ไชนิส ซิตี้ ซึ่งมีทั้งคอนโดฯหรู พื้นที่เชิงพาณิชย์ ที่เมืองฉางโจว มณฑลเจียงซู ในประเทศจีน&lt;/p&gt;&#13;&#10;&lt;p&gt;ขณะที่บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อป เมนต์ จำกัด (มหาชน) รับเหมาก่อสร้างในอินเดีย อาบูดาบี มาดากัสการ์ และในตะวันออกกลางอีกหลายประเทศ บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) รับงานในอินเดีย บริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) รับเหมางานก่อสร้างใน กาตาร์ บาห์เรน ซาอุดีอาระเบีย ฯลฯ&lt;/p&gt;&lt;/p&gt;</description>
  <link>http://www.thaicontractors.com/content/news/4576.html</link>
  <title>&amp;quot;อสังหาฯ-รับเหมา&amp;quot; ตีปีกแบงก์รัฐหนุน ตบเท้าลุยลงทุนต่างประเทศครบวงจร</title>
  <dc:date>27 ต.ค. 2552</dc:date>
 </item>
 <item rdf:about="http://www.thaicontractors.com/content/news/4574.html">
  <description>&lt;p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;หวังแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;รายงานข่าวจากสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร (กทม.) แจ้งความคืบหน้าโครงการก่อสร้างปรับปรุงถนน ทางยกระดับ และอุโมงค์ทางลอด จำนวน 4 โครงการในแนวถนนศรีนครินทร์ ว่า หลังจากที่แนวถนนศรีนครินทร์ประสบปัญหาน้ำท่วมอย่างหนักในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. สั่งการเร่งรัดให้ดำเนินโครงการต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จ โดยเฉพาะโครงการปรับปรุงถนนศรีนครินทร์ จากแยกพัฒนาการ-แยกอุดมสุข (สุขุมวิท 103) ระยะทาง 6.5 กิโลเมตร วงเงินกว่า 891 ล้านบาท โดยโครงการมีรูปแบบที่จะปรับปรุงยกระดับถนนให้สูงขึ้น และขยายเป็น 8 ช่องจราจร จากเดิม 6 ช่องจราจร ระยะเวลาดำเนินการ 810 วัน พร้อมกันนี้จะมีการก่อสร้างท่อระบายน้ำ ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมด้วย โดยขณะนี้สำนักการโยธา เตรียมที่จะประกาศขายแบบ และออกประกาศประกวดราคาด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์&amp;nbsp; (อีอ๊อคชั่น) ต่อไป &lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&#13;&#10;รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ส่วนโครงการก่อสร้างทางต่างระดับถนนพัฒนาการ-อ่อนนุช อยู่ระหว่างเตรียมขออนุมัติขายแบบโครงการ โดยเป็นทางต่างระดับบริเวณแยกถนนพัฒนาการ-อ่อนนุช ขนาด 6 ช่องจราจร 2 ทิศทาง ยาว 500 เมตร พร้อมทางขึ้น-ลง เลี้ยวขวาได้ทุกทิศทาง วงเงิน 888.6 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 810 วัน เมื่อแล้วเสร็จจะช่วยแก้ไขปัญหาการจราจรบริเวณจุดตัดทางแยกถนนพัฒนาการกับถนนอ่อนนุชไม่ต้องติดสัญญาณไฟ สามารถใช้ทางต่างระดับขึ้น-ลงได้ทุกทิศทาง ช่วยแก้ปัญหาการจราจรถนนศรีนครินทร์ ถนนบางนา-ตราด รวมทั้งเพิ่มความสะดวกในการเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ ทั้งนี้ทั้ง 2 โครงการเตรียมประกวดราคาเป็นครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกได้ตัวผู้รับเหมาแล้ว แต่ได้ยกเลิกงานตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการช่วยเหลือผู้รับเหมาที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนค่าก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่อีก 2 โครงการอยู่ระหว่างเริ่มงานก่อสร้าง คือ โครงการก่อสร้างทางลอดถนนศรีนครินทร์-ถนนสุขุมวิท 103 (อุดมสุข) ขนาด 4 ช่องจราจร ใต้ทางแยกศรีนครินทร์-อุดมสุข (ศรีอุดม) ในแนวถนนศรีนครินทร์ 610 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 700 วัน และโครงการต่อขยายแนวถนนพัฒนาการไปสวนหลวง ร.9 ระยะทาง 3.05 กิโลเมตร เป็นโครงการขยายแนวถนนพัฒนาการจากบริเวณ 3 แยกพัฒนาการตัดถนนอ่อนนุชหรือสุขุมวิท 77 ยาวทะลุเป็น 4 แยก-ถนนสุขุมวิท 103 (ถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9) ไปสวนหลวง ร.9 ขนาน 6 ช่องไปกลับ วงเงิน 336 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 630 วัน.&lt;/p&gt;&lt;/p&gt;</description>
  <link>http://www.thaicontractors.com/content/news/4574.html</link>
  <title>เร่งสร้าง 4 โครงการแนวถนนศรีนครินทร์ </title>
  <dc:date>27 ต.ค. 2552</dc:date>
 </item>
 <item rdf:about="http://www.thaicontractors.com/content/news/4573.html">
  <description>&lt;p&gt;&lt;h4&gt;พิษมาบตาพุดลามไม่หยุด กฟผ.หวั่นถูกหางเลข NGO ฟ้อง เข้าข่ายกิจการกระทบชุมชนรุนแรง ชี้หากศาลสั่ง ระงับก่อสร้างโรงไฟฟ้า กระทบความมั่นคงระบบไฟฟ้าทั่วประเทศ ภาคใต้อาการหนัก ด้านเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกไม่รับมติ ครม. &amp;quot;มาร์ค&amp;quot; ให้แก้ ม.51 พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม อ้างขัดรัฐธรรมนูญ แนะรัฐหยิบร่าง พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมใหม่เข้าสู่รัฐสภา กรมโยธาฯเล็งรื้อผังเมืองมาบตาพุด หลังผังเมืองเดิมหมดอายุ พ.ค. 2553&lt;/h4&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;กรณีศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับการดำเนินการ 76 โครงการในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และบริเวณใกล้เคียง นอกจากจะเกิดผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจที่ทำให้การลงทุนมูลค่ากว่า 400,000 ล้านบาทของทั้ง 76 โครงการต้องชะลอ ยังส่งสัญญาณขยายผลกระทบไปถึงการลงทุนของโครงการต่าง ๆ ทั่วประเทศ จากการที่กลุ่มองค์กรเอกชนจะมีการเคลื่อนไหวยื่นฟ้องศาลปกครองต่อโครงการต่าง ๆ ทั่วประเทศที่อาจจะส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงด้วย&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;strong&gt;หวั่น &amp;quot;ไฟฟ้าขาด&amp;quot; หากระงับก่อสร้าง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;นายวิรัช กาญจนพิบูลย์ รองผู้ว่าการกิจการสังคมและสิ่งแวดล้อม ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวกับ &amp;quot;ประชาชาติธุรกิจ&amp;quot; ถึงกรณีที่กลุ่ม NGO เตรียมยื่นฟ้องร้องศาลปกครองกลาง เพื่อให้ระงับโครงการที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่อาจจะเข้าข่าย เบื้องต้นยังไม่ทราบรายละเอียด ทั้งนี้หากมีการฟ้องร้องจนถึงขั้นเลื่อนหรือระงับโครงการ จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในประเทศแน่นอน โดยเฉพาะในภาคใต้&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;ยกตัวอย่าง โครงการโรงไฟฟ้าจะนะ ยูนิต 2 กำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้ที่เพิ่มขึ้น 8% ต่อปี และขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) หากมีคำสั่งแค่ให้ &amp;quot;เลื่อน&amp;quot; ออกไปจะส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าในภาคใต้แน่นอน เนื่องจากโรงไฟฟ้าจะนะ ยูนิต 2 นี้อยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2007 ฉบับปรับปรุง ให้เข้าระบบเร็วขึ้น บางส่วนในปี 2556 จากเดิมที่ต้องผลิตไฟฟ้าเข้าระบบทั้งหมดภายในปี 2557&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;ทั้งนี้ในปี 2556 โรงไฟฟ้าจะนะ ยูนิต 1 จะหยุดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ และจะต้องหยุดการผลิตไฟฟ้าเป็นระยะเวลา 1 เดือนกว่า หากต้องเลื่อนเข้าระบบออกไปด้วยเหตุผลใดก็ตาม จะต้องส่งไฟฟ้าจากภาคกลางผ่านระบบสายส่ง และเพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าจากมาเลเซียเข้ามาเสริมซึ่งมีต้นทุนสูง ฉะนั้นย่อมส่งผลกระทบต่ออัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ หรือ Ft ด้วย นอกจากนี้โรงไฟฟ้าขนอมจะได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะโรงไฟฟ้าขนอมที่เดินเครื่องในปัจจุบันจะต้องปลดออกจากระบบในปี 2559 ซึ่งจะต้องมีโรงไฟฟ้าขนอมยูนิตใหม่เข้ามาแทน &lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;ครม.ผ่านหลักการ&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;strong&gt;แก้ไข พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่สำนักงานกฤษฎีกาเสนอ ให้มีการแก้ไขมาตรา 51 ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 เพื่อเป็นการวางแนวทางสำหรับการดำเนินการตามมาตรา 67 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 หลังจากนี้จะมีการส่งร่างแก้ไข พ.ร.บ. เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แล้วนำส่งให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป &lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;ก่อนจะถึงขั้นตอนของรัฐสภานั้น ได้มอบหมายให้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ประสานงานกับภาคประชาชนและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเพื่อทำความเข้าใจเรื่องแนวทางของรัฐบาลตามมาตรา 67 วรรค 2 และในระหว่างที่กฎหมายยังไม่ ออกมา คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งจะมีการประชุมภายใน 2-3 สัปดาห์นี้ จะพิจารณาออกระเบียบเพื่อให้ดำเนินการตามมาตรา 67 วรรค 2 ได้ &lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;strong&gt;มธ.ติงรัฐปรับ กม.สอดคล้องกับ รธน. &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;ผศ.ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ประเด็นของปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้หน่วยราชการสามารถดำเนินการอนุมัติโครงการได้ เป็น &amp;quot;สิ่งที่ถูก&amp;quot; เพราะการดำเนินการดังกล่าวอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ &amp;quot;สิ่งที่ผิด&amp;quot; คือ การตีความระบุว่า ไม่มีกฎหมายลูกมารองรับ ควรจะตีความในลักษณะที่ให้หน่วยงานราชการพิจารณาอนุมัติโครงการได้ โดยให้มีการออกกฎหมาย หรือระเบียบให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 67 &lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;การปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 รัฐบาลสามารถทำได้ แต่ต้องทำให้ครบองค์ประกอบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดประเภทกิจการที่อาจจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน และการตั้งองค์กรอิสระ ซึ่งการจัดตั้งองค์กรอิสระก็ไม่ควรจำกัดสิทธิ์สำหรับองค์กรที่มาขึ้นทะเบียนเท่านั้น แต่ต้องเปิดโอกาสให้องค์กรต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งอาจจะมีหลายองค์กรก็ได้ไม่ผิดรัฐธรรมนูญ &lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;quot;สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการคือออกระเบียบ หรือมาตรการต่าง ๆ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้มีผลบังคับทางกฎหมายในระยะสั้นก็ได้ แต่ต้องสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ&amp;quot; ผศ.ดร.กิตติศักดิ์กล่าว &lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;strong&gt;NGO เตรียมยื่น ก.ก.สิทธิฯ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;นายสุทธิ อัชฌาศัย ตัวแทนเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก กล่าวว่า เตรียมจะยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติหรือผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภาพิจารณา เพื่อเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า มติ ครม.แก้ไข ม.51 ของ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ภาคประชาชนต้องการให้รัฐบาลนำร่าง พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฉบับที่นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จัดทำและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน 6 ครั้ง ซึ่งน่าจะตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ &lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า หากภาคประชาชนเห็นว่าการแก้ไข พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมของคณะรัฐมนตรีมีสิ่งที่ขัดกับหลักสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2 คณะกรรมการสิทธิฯก็มีสิทธิ์รับเรื่องเสนอให้ ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ว่าการแก้กฎหมายดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขณะนี้รัฐบาลต้องเร่งจัดตั้งองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมชั่วคราว ประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และภาคประชาสังคม ผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้ความเห็นต่อโครงการ &lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;strong&gt;โยธาฯเล็งรื้อผังเมืองมาบตาพุด&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;แหล่งข่าวจากกรมโยธาธิการและผังเมือง เปิดเผยว่า เดิมในปี 2536 มาบตาพุด จะกำหนดให้เป็น &amp;quot;พื้นที่วางผังเฉพาะ&amp;quot;มีการจัดโซนที่อยู่อาศัยสำหรับคนที่ทำงานในนิคมอุตฯด้วย แต่ปรากฏว่าไม่สามารถออกได้ จึงออกผังเมืองรวมบังคับใช้แทน ชื่อ &amp;quot;ผังเมืองรวมอุตสาหกรรมหลัก และชุมชน จ.ระยอง (มาบตาพุด)&amp;quot; จนมาหมดอายุอยู่ช่วงหนึ่งปี 2542-2545 กลายเป็นช่วงสุญญากาศจากนั้นปี 2546 ถึงมีผังเมืองรวมประกาศใช้จนมาถึงปัจจุบันและมีการต่ออายุผังเมืองรวมมา 2 ครั้งครบแล้ว ซึ่งจะหมดอายุวันที่ 11 พ.ค. 2553 &lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;ดังนั้น ทางกรมโยธาฯและผู้ว่าราชการจังหวัดระยองได้หารือและมอบหมายให้ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้ง 7 เทศบาลที่อยู่ในพื้นที่ผังเมืองรวมมาบตาพุด ออกเทศบัญญัติมารองรับบังคับใช้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าผังเมืองรวมมาบตาพุดฉบับใหม่จะปรับปรุงเสร็จ ซึ่งเนื้อหาของเทศบัญญัติจะเหมือนกับผังเมืองรวม มาบตาพุดทุกอย่าง&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;quot;ประเมินดูแล้วมาบตาพุดกลายเป็นพื้นที่อ่อนไหว การปรับปรุงผังเมืองรวมฉบับใหม่คงเสร็จไม่ทันแน่นอน เพราะปกติการปรับปรุงผังเมืองรวมตามกฎหมายจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี ยิ่งมาบตาพุดมาเจอปัญหากรณีที่ศาลปกครองสั่งระงับการก่อสร้างโรงงาน 76 โครงการคาดว่าอาจต้องใช้เวลานานกว่าพื้นที่อื่น ๆ และมี แนวโน้มว่าอาจจะต้องรื้อใหม่ทั้งหมด เพราะมีประเด็นสิ่งแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย&amp;quot;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;</description>
  <link>http://www.thaicontractors.com/content/news/4573.html</link>
  <title>พิษมาบตาพุดลามโรงไฟฟ้า กฟผ.หวั่นระงับก่อสร้างวิกฤตทั่วภาคใต้</title>
  <dc:date>15 ต.ค. 2552</dc:date>
 </item>
 <item rdf:about="http://www.thaicontractors.com/content/news/4572.html">
  <description>&lt;p&gt;&lt;p&gt;นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.)เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะผู้บริหารว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ใช้มาตรการจัดเก็บป้ายผิดกฎหมายในที่สาธารณะ เนื่องจากมีปัญหาความสกปรกรกรุงรังและกีดขวางการสัญจรของประชาชน ป้ายขาดความมั่นคง แข็งแรง อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทั้งนี้แนวโน้มมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะใช้ พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ. 2510 และ พ.ร.บ.รักษาความสะอาด พ.ศ. 2535 อย่างเข้มข้นตั้งแต่เดือน พ.ย. 2552 เป็นต้นไป ซึ่งจะดำเนินการกับทุกป้ายที่ไม่ถูกต้องโดยไม่มีข้อยกเว้น ทั้งนี้จะประชาสัมพันธ์ให้เจ้าของป้ายผิดกฎหมายจัดเก็บป้ายภายใน 2 สัปดาห์จากนี้ หากพบว่ามีการฝ่าฝืนสำนักงานเขตสามารถแจ้งดำเนินคดีและใช้มาตรการในการจัดเก็บภาษีด้วย ทั้งนี้ในช่วง 3 เดือนที่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผ่านมา กทม.ทำการจัดเก็บป้ายผิดกฎหมายได้จำนวนมาก ในเดือน มิ.ย. จำนวน 9,852 ป้าย เดือน ก.ค. จำนวน 11,431 ป้าย และเดือน ส.ค. จำนวน 13,385 ป้าย โดยส่วนใหญ่เป็นป้ายโฆษณาของบริษัทเอกชน ป้ายเงินด่วน-เงินสด รวมทั้งป้ายแนะนำตัวต่าง ๆ &lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&#13;&#10;นายธีระชน กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการควบคุมและป้องกัน กรณีพบตัวผู้กระทำผิด พนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจสั่งเป็นหนังสือให้ผู้โฆษณาปลด รื้อ ถอน ขูด ลบ หรือล้างข้อความ หรือภาพนั้นภายในเวลาที่กำหนด ถ้าผู้กระทำผิดยอมปฏิบัติตามถือว่าคดีเลิกกัน ถ้าไม่ยอมปฏิบัติตามเจ้าหน้าที่สามารถรื้อ และเรียกค่าใช้จ่ายตามจริง และต้องแจ้งดำเนินคดี โดยต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท กรณีไม่พบตัวผู้กระทำผิดและไม่ทราบตัวผู้กระทำผิด เจ้าหน้าที่สามารถเข้าดำเนินการแก้ไขได้ทันที นอกจากนี้ ตาม พ.ร.บ.ภาษีป้าย สามารถเอาผิดข้อหาฝ่าฝืนไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 5,000-50,000 บาท แต่หากมีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีสามารถดำเนินการประเมินภาษีพร้อมคิดเงินเพิ่มในอัตราสูงสุดตามกฎหมายกำหนดได้.&lt;/p&gt;&lt;/p&gt;</description>
  <link>http://www.thaicontractors.com/content/news/4572.html</link>
  <title>ดีเดย์จัดการป้ายเถื่อนทั่วกรุง </title>
  <dc:date>14 ต.ค. 2552</dc:date>
 </item>
 <item rdf:about="http://www.thaicontractors.com/content/news/4570.html">
  <description>&lt;p&gt;&lt;p&gt;ผ่อนเกณฑ์ยึดมัดจำฐานยื่นซองช้า แก้ข้อหาล็อคสเปค&amp;quot;ไทยเข้มแข็ง&amp;quot;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;ผู้รับเหมาผนึกกำลังอ้อนคลังผ่อนเกณฑ์ประมูลโครงการไทยเข้มแข็ง อ้างเหตุห่วงภาพพจน์ข้อหาล็อคสเปค ขอให้แก้ระเบียบอี-ออคชั่น ผวาเตรียมตัวไม่ทัน ยื่นซองช้า หรือเสนอราคาสูงเกินราคากลาง ถูกยึดเงินมัดจำทั้งจำนวน ยกกรณี &amp;quot;คริสเตียนี&amp;quot; ชนะคดีสร้างทางยกระดับสุวรรณภูมิ ถูกปรับแค่ 16 ล้าน จากที่ถูกยึดไปก่อน 165 ล้าน&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;นายกฤษดา จันทร์จำรัสแสง เลขาธิการสมาคมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า การลงทุนของรัฐบาลภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 ในโครงการไทยเข้มแข็งมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท ตั้งแต่ปี 2552-2555 ซึ่งจะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับบริษัทผู้รับเหมาหลายส่วนทั้งในเรื่องของงบฯก่อสร้างระบบชลประทาน ถนนปลอดฝุ่นและการประมูลสร้างอาคารต่างๆ ของทางราชการนั้น ภายในสัปดาห์นี้ทางสมาคมจะนำข้อมูลของบริษัทรับเหมา ที่ถูกยึดเงินค้ำประกันจากเข้าประกวดราคาผ่านการประมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์ (อี-ออคชั่น) รวม 40 รายคิดเป็นเม็ดเงินหลายล้านบาทกับทางกรมบัญชีกลาง เพื่อส่งให้กับนายแพทย์พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อขอให้ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ที่สร้างความยุ่งยากไม่ให้เป็นอุปสรรคกับการประมูลงานในโครงการไทยเข้มแข็ง เช่น ควรมีการกำหนดระยะเวลาในการยื่นราคา ตามเม็ดเงินที่เข้าประมูล เพื่อให้ผู้รับเหมามีเวลาในการเตรียมตัวก่อนที่จะยื่นประกวดราคา แก้ปัญหายื่นราคาไม่ทันจนส่งผลทำให้ต้องถูกยึดเงินประกัน ให้ยื่นราคาสูงกว่าราคากลางได้ รวมทั้งยึดเงินประกันตามความเหมาะสมไม่ใช่ยึดทั้งจำนวนตามเกณฑ์เดิม &lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;นายกฤษดากล่าวว่า ทั้งนี้ ตามสัญญาค้ำประกันการประกวดราคาผู้รับเหมาจะต้องวางเงินค้ำประกันเป็นหนังสือรับรองจากธนาคารคิดเป็น 5% ของมูลค่างานก่อสร้าง และหากไม่มาประมูล ยื่นราคาไม่ทัน หรือยื่นประมูลราคาเกินราคากลางจะถูกยึดเงินประกันเต็มจำนวน เช่น กรณีของบริษัท คริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) จํากัด (มหาชน) ซึ่งถูกยึดเงินประกัน 165 ล้านบาทจากกรณีที่เข้ายื่นราคาโครงการก่อสร้างทางยกระดับด้านทิศใต้ สนามบินสุวรรณภูมิเชื่อมทางบูรพาวิถีไม่ทันแต่ได้ยื่นฟ้องกับศาลปกครองและศาลมีคำสั่งให้จ่ายเพียง 16 ล้านบาทหรือ 10% ของวงเงินประกัน และกรณีของบริษัท อมรรัตน์ สิงห์บุรี 1994 ถูกยึดเงินประกัน ในโครงการก่อสร้างระบบสูบน้ำ แม่น้ำชี ของกรมชลประทาน เป็นต้น &lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;quot;เราเกรงว่า กฎเกณฑ์เหล่านี้จะสร้างความยุ่งยากในการประมูลไทยเข้มแข็งเพราะเกณฑ์ปัจจุบัน กำหนดให้มาเคาะราคาไม่น้อยกว่า 7 วัน หลังประกาศเงื่อนไขการประกวดราคาหรือทีโออาร์ ทำให้ผู้รับเหมาเตรียมตัวไม่ทันจนส่งผลกับการมายื่นราคาไม่ทัน และถูกยึดเงินประกันในที่สุด&amp;quot; &lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;นายกฤษดากล่าวว่า นอกจากนี้ ทางสมาคมยังมีความห่วงใยภาพลักษณ์ของผู้รับเหมาหลังจากเกิดเหตุการณ์ระงับการประมูลสร้างอาคารผู้ป่วยในโรงพยาบาลมหาราช จ.นครราชสีมา จึงมีแนวคิดที่จะหารือกับกรมบัญชีกลางเพื่อไม่ให้หน่วยงานราชการกำหนดทีโออาร์ในลักษณะที่ระบุให้ใช้วัสดุก่อสร้างแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง หรือกำหนดทีโออาร์ที่เป็นการล็อคสเปค อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบการไม่คิดว่าการประกวดราคาอาคารผู้ป่วยจะตั้งราคาสูงเกินจริงถึง 30%&lt;/p&gt;&lt;/p&gt;</description>
  <link>http://www.thaicontractors.com/content/news/4570.html</link>
  <title>ผู้รับเหมาอ้อนคลังแก้กฎอี-ออคชั่น</title>
  <dc:date>12 ต.ค. 2552</dc:date>
 </item>
 <item rdf:about="http://www.thaicontractors.com/content/news/4568.html">
  <description>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ขนาด4ช่องงบ232ล้าน&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&#13;&#10;รายงานข่าวแจ้งว่า สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ออกประกาศร่างขอบเขตของงานหรือทีโออาร์โครงการก่อสร้างปรับปรุงถนนสุขาภิบาล 2 ช่วงจากถนนอ่อนนุช-ถนนวงแหวนรอบนอก ระยะทาง 4.2 กม. งบประมาณ 232 ล้านบาท เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะตามขั้นตอนการประกวดราคาด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์หรืออีอ๊อคชั่น เพื่อนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงทีโออาร์ และคาดว่าจะออกประกาศประกวดราคาได้ภายใน&amp;nbsp; 2 เดือน ทั้งนี้การปรับปรุงดังกล่าวเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรโดยปรับปรุงขยายถนนเป็น 4 ช่องจากเดิมที่มี 2 ช่อง เป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก คัน&amp;nbsp; หิน ทางเท้า ทางจักรยาน ระบบระบายน้ำ ระบบไฟฟ้าส่องสว่าง สะพานข้ามคลอง ป้ายและเครื่องหมายการจราจรรวมทั้งเป็นการพัฒนาโครงข่ายถนนกาญจนาภิเษก (ถนนวงแหวนรอบนอกด้านตะวันออก) ถนนสุขุมวิท 77 (ถนนอ่อนนุช) และถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 นอกจากนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขัง หาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; ลงนามในสัญญาผู้รับเหมาแล้วจะใช้ เวลาดำเนินการ 720 วัน คาดว่าภายใน ปี พ.ศ. 2554 จะแล้วเสร็จสมบูรณ์.&lt;/p&gt;</description>
  <link>http://www.thaicontractors.com/content/news/4568.html</link>
  <title>กทม. ประกาศขยายอ่อนนุช-วงแหวนฯ </title>
  <dc:date>12 ต.ค. 2552</dc:date>
 </item>
 <item rdf:about="http://www.thaicontractors.com/content/news/4567.html">
  <description>&lt;p&gt;โสภณ&amp;quot;&amp;nbsp; เปรียบการรถไฟฯ&amp;nbsp; ป่วยหนัก&amp;nbsp; สั่งยกเครื่องใหญ่&amp;nbsp; ขีดเส้นยื่นแผนให้พิจารณาสิ้นเดือน&amp;nbsp; ต.ค.&amp;nbsp; ห้ามสภาพฯ&amp;nbsp; ต้าน&amp;nbsp; ย้ำ&amp;nbsp; รฟม.ต้องยึดสายสีเขียว&amp;nbsp; ส่วน&amp;nbsp; กทม.แค่ร่วมบริหาร&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายโสภณ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซารัมย์&amp;nbsp; รมว.คมนาคม&amp;nbsp; เปิดเผยว่า&amp;nbsp; ได้มอบนโยบายในช่วงปีงบประมาณ&amp;nbsp; 2553&amp;nbsp; ให้กับนายสุพจน์&amp;nbsp; ทรัพย์ล้อม&amp;nbsp; ปลัดกระทรวงคมนาคม&amp;nbsp; และหัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงคมนาคม&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเน้นการบูรณาการทางบก&amp;nbsp; ทางน้ำ&amp;nbsp; และทางอากาศ&amp;nbsp; ภายใต้สโลแกน&amp;nbsp; 3&amp;nbsp; พลัง&amp;nbsp; 3&amp;nbsp; ประสาน&amp;nbsp; บูรณาการสู่ความสำเร็จ&amp;nbsp; 1&amp;nbsp; หน่วยงาน&amp;nbsp; 1&amp;nbsp; ผลงานชิ้นโบแดง&amp;nbsp; พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการติดตามเมกะโปรเจ็กต์ของกระทรวงคมนาคม&amp;nbsp; โดยให้นายสุพจน์เป็นประธาน&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับการขนส่งทางบก&amp;nbsp; โครงการนำร่องจะเน้นไปที่การรถไฟแห่งประเทศไทย&amp;nbsp; (ร.ฟ.ท.)&amp;nbsp; ที่ต้องปรับทั้งระบบ&amp;nbsp; ได้มอบหมายให้&amp;nbsp; ร.ฟ.ท.ไปเร่งดำเนินการจัดทำแผนให้ออกมาเป็นรูปธรรมภายในสิ้นเดือน&amp;nbsp; ต.ค.นี้&amp;nbsp; และรายงานให้&amp;nbsp; รมว.คมนาคม&amp;nbsp; รับทราบ&amp;nbsp; โดยขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการ&amp;nbsp; 4&amp;nbsp; ชุด&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; 1.ด้านระเบียบกฎหมาย&amp;nbsp; 2.ด้านโครงสร้างพื้นฐานรถไฟ&amp;nbsp; 3.ด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคล&amp;nbsp; และ&amp;nbsp; 4.ด้านทรัพย์สินของรถไฟ&amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมทั้งให้เร่งผลักดันโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง&amp;nbsp; (มอเตอร์เวย์)&amp;nbsp; เส้นบางปะอิน-โคราช&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ให้รถไฟฯ&amp;nbsp; ไปยกเครื่องทั้งระบบและตัวคน&amp;nbsp; ถ้าดูแล้วต้องแก้ระเบียบหรือกฎหมาย&amp;nbsp; ก็ต้องทำ&amp;nbsp; จะมาบอกว่ามีการชนเพราะเราไม่มีคนไม่ได้&amp;nbsp; และสหภาพฯ&amp;nbsp; ก็ต้านไม่ได้&amp;nbsp; รถไฟฯ&amp;nbsp; ต้องเข้าใจว่าตัวเองป่วย&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐมนตรีก็เหมือนหมอ&amp;nbsp; ต้องร่วมมือกันในการรักษาในการยกเครื่อง&amp;quot;&amp;nbsp; นายโสภณกล่าว&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวทั้ง&amp;nbsp; 2&amp;nbsp; เส้นทางนั้น&amp;nbsp; กระทรวงคมนาคมยืนยันว่า&amp;nbsp; จะยึดตามมติ&amp;nbsp; ครม.ที่ระบุว่า&amp;nbsp; การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย&amp;nbsp; (รฟม.)&amp;nbsp; เป็นผู้ก่อสร้างโครงการ&amp;nbsp; ส่วนการเดินรถนั้น&amp;nbsp; กระทรวงคมนาคม&amp;nbsp; และกรุงเทพมหานครจะหาร่วมกันหาข้อสรุปต่อไป&amp;nbsp; โดยคาดว่าภายในเดือน&amp;nbsp; ธ.ค.นี้&amp;nbsp; รฟม.จะสามารถประกาศเชิญชวนเอกชนเพื่อลงทุนโครงการดังกล่าวได้.&lt;/p&gt;</description>
  <link>http://www.thaicontractors.com/content/news/4567.html</link>
  <title>จี้ยกเครื่องรถไฟฯป่วย โสภณห้ามสหภาพต้าน</title>
  <dc:date>9 ต.ค. 2552</dc:date>
 </item>
 <item rdf:about="http://www.thaicontractors.com/content/news/4565.html">
  <description>&lt;p&gt;&lt;p&gt;แอร์พอร์ตเรลลิงค์เลื่อนซ้ำซาก!&amp;nbsp; &amp;quot;ยุทธนา&amp;quot;&amp;nbsp; รับ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ไม่ทัน&amp;nbsp; เม.ย.53&amp;nbsp; ติดปัญหาขาดคนขับ&amp;nbsp; ไม่มีบริษัทบริหารเดินรถ&amp;nbsp; แบไต๋&amp;nbsp; 5&amp;nbsp; ปีขาดทุนแน่&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อวันที่&amp;nbsp; 7&amp;nbsp; ต.ค.&amp;nbsp; การรถไฟแห่งประเทศไทย&amp;nbsp; (ร.ฟ.ท.)&amp;nbsp; เปิดให้ประชาชนทั่วไปร่วมทดสอบการให้บริการเดินรถระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิกับสถานีรับ-ส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมือง&amp;nbsp; (แอร์พอร์ตเรลลิงค์)&amp;nbsp; เป็นครั้งแรก&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 400&amp;nbsp; คน&amp;nbsp; โดยใช้ขบวนรถซิตี้ไลน์&amp;nbsp; (City&amp;nbsp; line)&amp;nbsp; วิ่งไปกลับมักกะสัน-สุวรรณภูมิ&amp;nbsp; และในวันที่&amp;nbsp; 1&amp;nbsp; ธ.ค.2552&amp;nbsp; ร.ฟ.ท.จะแจกบัตรโดยสารฟรีอีกครั้ง&amp;nbsp; ประมาณ&amp;nbsp; 10,000-20,000&amp;nbsp; ใบ&amp;nbsp; เพื่อทดสอบระบบในวันที่&amp;nbsp; 5-7&amp;nbsp; ธ.ค.2552&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายยุทธนา&amp;nbsp; ทัพเจริญ&amp;nbsp; ผู้ว่าการ&amp;nbsp; ร.ฟ.ท.&amp;nbsp; เปิดเผยว่า&amp;nbsp; ขณะนี้มีแนวโน้มอาจเปิดบริการแอร์พอร์ตเรลลิงค์เชิงพาณิชย์ไม่ทันในเดือน&amp;nbsp; เม.ย.2553&amp;nbsp; ตามที่วางแผนไว้&amp;nbsp; เพราะปัญหาการฝึกอบรมบุคลากรที่ต้องใช้เวลาถึง&amp;nbsp; 9&amp;nbsp; เดือน&amp;nbsp; ซึ่งขณะนี้เพิ่งเริ่มดำเนินการเท่านั้น&amp;nbsp; และปัญหาการจัดตั้งบริษัทเดินรถที่ยังไม่สามารถตกลงกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ&amp;nbsp; ร.ฟ.ท.ได้&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้&amp;nbsp; ร.ฟ.ท.แก้ไขปัญหาด้วยการจ้างการรถไฟแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี&amp;nbsp; (Deutsche&amp;nbsp; Bahn&amp;nbsp; AG&amp;nbsp; :&amp;nbsp; DB)&amp;nbsp; เข้ามาบริหารและเดินรถให้ก่อนเป็นเวลา&amp;nbsp; 2-3&amp;nbsp; ปี&amp;nbsp; โดยอยู่ระหว่างคำนวณรายละเอียดค่าจ้างเดินรถ&amp;nbsp; เพื่อเสนอคณะกรรมการ&amp;nbsp; (บอร์ด)&amp;nbsp; ร.ฟ.ท.พิจารณาภายใน&amp;nbsp; 2&amp;nbsp; สัปดาห์นี้&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายยุทธนากล่าวว่า&amp;nbsp; วันที่&amp;nbsp; 4&amp;nbsp; พ.ย.นี้&amp;nbsp; จะถึงกำหนดรับมอบงานก่อสร้างเพื่อทำการทดสอบระบบประเมินด้านความปลอดภัย&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย&amp;nbsp; ร.ฟ.ท.จะทำประกันการเดินรถแอร์พอร์ตเรลลิงค์&amp;nbsp; วงเงินไม่ต่ำกว่า&amp;nbsp; 500&amp;nbsp; ล้านบาทต่อปีด้วย&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยด้านการบริหารจัดการในปีแรก&amp;nbsp; คาดว่าจะใช้เงินกว่า&amp;nbsp; 500&amp;nbsp; ล้านบาท&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; ร.ฟ.ท.มีแผนทำระบบเชื่อมต่อกับสถานีเพิ่มเติมทั้ง&amp;nbsp; 8&amp;nbsp; สถานี&amp;nbsp; เพื่อความสะดวกสบายของผู้โดยสาร&amp;nbsp; คาดว่าจะใช้เงินอีก&amp;nbsp; 400&amp;nbsp; ล้านบาท&amp;nbsp; โดยทั้งหมดจะเสนอของบประมาณจากรัฐบาล&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายยุทธนากล่าวถึงการประเมินรายได้และการชำระหนี้สำหรับโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงค์ว่า&amp;nbsp; ในปีแรกที่เปิดบริการ&amp;nbsp; ร.ฟ.ท.ยังคงขาดทุน&amp;nbsp; แต่เมื่อถึงปีที่&amp;nbsp; 5&amp;nbsp; จะเริ่มชำระคืนเงินต้นได้บางส่วน&amp;nbsp; และเมื่อให้บริการถึงปีที่&amp;nbsp; 15&amp;nbsp; ร.ฟ.ท.จะสามารถชำระหนี้ได้ทั้งหมด&amp;nbsp; ส่วนค่าโดยสารจะปรับขึ้นแบบใด&amp;nbsp; ยังไม่ได้หารือ.&lt;/p&gt;&lt;/p&gt;</description>
  <link>http://www.thaicontractors.com/content/news/4565.html</link>
  <title>แอร์พอร์ตลิงค์ขาดคนขับ เลื่อนเปิด! ไม่ทันเม.ย.53</title>
  <dc:date>8 ต.ค. 2552</dc:date>
 </item>
 <item rdf:about="http://www.thaicontractors.com/content/news/4564.html">
  <description>&lt;p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ไม่ตรวจสอบความปลอดภัยปีหน้าจ่อบังคับหอพักอีกพันแห่ง&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&#13;&#10;รายงานข่าวแจ้งว่า หลังจากกรมโยธาธิการและผังเมือง ให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2548 ที่ให้เป็นผู้ดำเนินการในการรับรายงานการตรวจสอบด้านความปลอดภัยครั้งใหญ่ของอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่ทั้ง 7 ประเภท ราว 5,000 อาคารภายในวันที่ 29 ธ.ค. 2550 พร้อมให้กทม. เอาผิดผู้ฝ่าฝืนนั้น จนถึงขณะนี้มีอาคารที่ส่งผลการตรวจสอบไปที่สำนักการโยธาเพียง 3,900 อาคาร และในจำนวนนี้ผลการตรวจสอบได้มาตรฐานและได้รับใบรับรองผลสอบหรือใบร1 เพียง 1,000 กว่ารายเท่านั้น นอกจากนี้ตามกฎหมายยังให้รายงานผลการตรวจสอบความปลอดภัยประจำปีด้วย โดยผู้ที่รายงานทุกปีจะเป็นอาคารที่ผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยครั้งใหญ่มาแล้วเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 1,360 อาคารยังไม่ส่งรายงาน ซึ่งเลยกำหนดเวลามาแล้วถึง 2 ปี สำนักการโยธาได้ส่งเรื่องให้สำนักงานเขตต่าง ๆ ทั้ง 50 เขต ดำเนินคดีตามกฎหมายกับอาคารที่ฝ่าฝืนซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งต้องปรับรายวันวันละไม่เกิน 10,000 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องด้วย แต่จนถึงขณะนี้มีเพียงเขตคลองเตยเขตเดียวที่รายงานผลการดำเนินคดีมา ส่วนอีก 49 เขตไม่ดำเนินการ&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&#13;&#10;รายงานข่าวแจ้งอีกว่า กฎหมายบังคับให้อาคารทั้ง 9 ประเภทจำนวน 9,624 แห่ง ต้องตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอาคารและจัดส่งรายงานการตรวจสอบอาคารให้หน่วยงานท้องถิ่น ได้แก่ อาคารสูง อาคารอยู่อาศัยรวมหรืออาคารชุด โรงงาน สถานบริการ ป้ายบนดินสูงตั้งแต่ 15 ม. บนอาคารพื้นที่ 25 ตร.ม. ขึ้นไป โรงแรม อาคารชุมนุมคน และโรงมหรสพ อย่างไรก็ตาม ภายในเดือน ธ.ค. 2553 เจ้าของอาคารหอพัก ต้องส่งรายงานการตรวจสอบความปลอดภัยเกือบพันแห่ง จะเห็นได้ว่าของเก่าก็ยังรายงานไม่ครบแถมปีหน้าต้องเพิ่มหอพักอีกก็อาจจะฝ่าฝืนกันอีกเพราะเขตละเลยการปฏิบัติงาน ขณะที่ผู้ประกอบการก็ละเลยไม่ใส่ใจ ประชาชนผู้ใช้อาคารเหล่านี้มีความเสี่ยงไม่ปลอดภัย.&lt;/p&gt;&lt;/p&gt;</description>
  <link>http://www.thaicontractors.com/content/news/4564.html</link>
  <title>อาคารสูง 1,360 แห่งฝ่าฝืน </title>
  <dc:date>8 ต.ค. 2552</dc:date>
 </item>
 <item rdf:about="http://www.thaicontractors.com/content/news/4563.html">
  <description>&lt;p&gt;&lt;p align=&quot;left&quot;&gt;เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร(กทม.)นายมานะ อภินันท์รัตนกุล ผู้จัดการบริษัทมานะพร คอนสตรัคชั่น จำกัด ผู้รับเหมางานก่อสร้างโครงการศูนย์บริการ กทม. หรือ Bangkok Service Center (BSC) เขตยานนาวา งบประมาณ 15.2 ล้านบาท ได้ยื่นหนังสือถึงนายพงศ์ ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัด กทม. มีคำสั่งต่อขตยานนาวาให้เร่งดำเนินการเบิกจ่ายเงินตามสัญญา หลังจากที่ได้ดำเนินการโครงการเสร็จสิ้นเป็นเวลากว่า 1 ปีแล้ว แต่ยังไม่ตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินให้ เนื่องจากโครงการในเฟสแรก จำนวน 7 เขต ถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบเพราะมีการตั้งราคากลางสูงเกินจริง และปริมาณงานที่ไม่เป็นไปตามรายการ ทำให้นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกทม. มีคำสั่งระงับโครงการในระยะที่ 2 ซึ่งตนรับงานอยู่ ด้วย ทำให้ทางเขตยานนาวาไม่ดำเนินการจ่ายเงิน เมื่อทำหนังสือสอบถามก็มีการโยนเรื่องไปมา ที่ผ่านมาตนได้ติดตามและร้องเรียนไปถึงระดับผู้บริหาร แต่ปรากฏว่าจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถเบิกเงินได้ ทั้งนี้จากการสอบถามไปยังเขตยานนาวา เจ้าหน้าที่อ้างว่ากำลังตามเรื่องที่ สนย. ทั้งที่ขณะนี้ตนได้ยินยอมลดราคากลางให้เขตอีกครั้ง รวมลดไปแล้ว 3 ครั้ง เป็นเงิน 1.8 ล้านบาท ตามที่เขตร้องขอ แต่เรื่องก็ยังเงียบ ตนคิดว่าปลัด กทม.หาทางออกไม่ได้ เพราะเซ็น&amp;nbsp;&amp;nbsp; คำสั่งไม่ชอบเรื่องการระงับก่อสร้างเฟสที่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2 มาแต่แรก ทั้งนี้หากยังไม่สามารถเบิกเงินได้ ตนคงต้องฟ้องร้องต่อศาลปกครอง เพื่อ เรียกเงินค่าก่อสร้างทั้งหมด ซึ่งรวมถึงส่วนลดจำนวน 1.8 ล้านบาทที่ตนยอมลดไปก่อนหน้านี้ด้วย.&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;font color=&quot;#c0c0c0&quot;&gt;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;br /&gt;&#13;&#10;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/p&gt;</description>
  <link>http://www.thaicontractors.com/content/news/4563.html</link>
  <title>ผู้รับเหมาเตรียมฟ้องศาลกทม.เบี้ยวค่าก่อสร้าง </title>
  <dc:date>8 ต.ค. 2552</dc:date>
 </item>
 <item rdf:about="http://www.thaicontractors.com/content/news/4562.html">
  <description>&lt;p&gt;&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ใกล้ความจริง รฟม.เตรียมเซ็นสัญญางานโยธาและจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินเดือน พ.ย.นี้ หลัง กระทรวงการคลังแจ้งแหล่งเงินทุนในประเทศ เผยจะขอยกเว้นไม่ประมูลแบบอี-ออกชัน เปิดกว้างให้ไทย-เทศเข้าร่วม ภายใต้วงเงินกว่า 50,000 ล้านบาท&lt;/div&gt;&lt;/p&gt;</description>
  <link>http://www.thaicontractors.com/content/news/4562.html</link>
  <title>รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเดินเครื่อง คลังให้กู้ในประเทศ 50,000 ล้านบาท </title>
  <dc:date>7 ต.ค. 2552</dc:date>
 </item>
 <item rdf:about="http://www.thaicontractors.com/content/news/4558.html">
  <description>&lt;p&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot;&gt;นายวิชาญ คุณากูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมทาง หลวงชนบท เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างอุโมงค์ลอดบริเวณวงเวียนถนนราช พฤกษ์-ถนนนครอินทร์ พร้อมกับก่อสร้างทาง คู่ขนานถนนราชพฤกษ์ ช่วง ก.ม.15+660 ถึง 17+800 สะพานคู่ขนานข้ามคลองบางกอก น้อย จ.นนทบุรี ว่า ขณะนี้ได้ผู้รับจ้างแล้วและอยู่ระหว่างการวางแผนการจัดการจราจร รวมถึงประสานหน่วยงานต่างๆ ในการรื้อย้ายสาธารณูปโภคที่กีดขวางงานก่อสร้าง เพื่อจัดเตรียมพื้นที่ในการดำเนินการก่อสร้างต่อไป โดยโครงการจะสิ้นสุดในวันที่ 9 ต.ค.54 ใช้งบประมาณ 794,056,123 บาท&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;</description>
  <link>http://www.thaicontractors.com/content/news/4558.html</link>
  <title>สร้างอุโมงค์ราชพฤกษ์แล้ว </title>
  <dc:date>23 ก.ย. 2552</dc:date>
 </item>
</rdf:RDF>