นายพัฒนพงษ์ ตนุมัธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงภาพรวมการดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างว่า ในปัจจุบันภาวะต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบงานก่อสร้างค่อนข้างมาก โดยเฉพาะงานที่ลงนามไปแล้ว ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น บางรายสูงกว่าราคาที่รับงานมา ทำให้ผู้รับเหมาจำเป็นต้องเจรจากับเจ้าของโครงการ เพื่อแก้ปัญหาเป็นรายกรณีๆ ไป ขณะเดียวกัน สำหรับงานใหม่ที่จะรับ ก็จำเป็นต้องปรับราคาขึ้นมาตามต้นทุนใหม่
“ต้นทุนเพิ่มขึ้น นายพัฒนพงษ์กล่าวและว่า โดยปกติการเสนองานทุกวันนี้ การคิดกำไรไม่ได้สูงมาก ส่วนต่างกำไรไม่เกิน 5-8% แต่ต้นทุนปรับสูงขึ้นจริง 15-20% จึงเกินกว่าจะรับได้ ทางออกสุดท้ายจึงพบว่า ผู้รับเหมาก่อสร้างบางรายจึงต้องจำใจทิ้งงาน 3-5% ผู้รับเหมาพอแบกไว้ได้ แต่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นวันนี้ สูงกว่านั้นมาก สูงชนิดที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“
"แอสคอนเองก็พบปัญหาเช่นกัน โดยขณะนี้มีงานก่อสร้างโครงการคอนโดมิเนียมบางโครงการ ไม่จ่ายเงินค่าก่อสร้างให้กับบริษัท ซึ่งเราก็อยู่ในขั้นตอนการฟ้องเรียกค่าเสียหาย เนื่องจากเจ้าของโครงการขาดสภาพคล่อง" นายพัฒนพงษ์กล่าวและว่า ปัญหาที่พบนี้ เชื่อว่าใกล้เคียงกับที่บริษัทรับเหมาหลายรายพบ ซึ่งแต่ละคนก็ปรับตัวต่างกันไป
ขณะเดียวกัน แม้ที่ผ่านมาภาครัฐบาล จะมีนโยบายการลงทุนในงานก่อสร้างขนาดใหญ่ เช่น โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าหลายเส้นทาง ตามแผนที่ได้ประกาศไว้ แต่นับจากวันเริ่มต้นถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ซึ่งความล่าช้าที่เกิดขึ้นนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัญหาการเมืองภายในประเทศที่ยังไม่นิ่ง รัฐบาลยังคงต้องเผชิญกับกระแสต่อต้าน และการไม่ไว้วางใจ ทำให้คาดเดาได้ยากว่าสุดท้ายปัญหาทางการเมืองจะออกเช่นใด
เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาคธุรกิจเอกชนย่อมได้รับผลกระทบทางอ้อม ในส่วนของแอสคอนเอง การเป็นบริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจ จำเป็นต้องเดินหน้าต่อด้วยตัวเอง ต้องหาทางออกด้วยการขยายงานออกสู่ต่างประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสให้กับธุรกิจ โดยไม่รอแผนภาครัฐที่ยังไม่มีความชัดเจน
สำหรับแอสคอน เมื่อพบว่าตลาดมีปัญหา ก็ได้ปรับแผนธุรกิจกระจายความเสี่ยง หลังจากพบว่างานในประเทศมีสัญญาณไม่ดี ทั้งภาวะต้นทุน และความเสี่ยงจากตลาดรวม บริษัทจึงได้ขยายไปเตรียมรับงานในต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยล่าสุดได้ขยายไปเตรียมรับงานที่ดูไบ สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อมาชดเชยงานในประเทศ ที่มีปัญหาเรื่องต้นทุนและความเสี่ยง
ด้วยแผนปรับตัวที่วางไว้รอบด้าน ทำให้บริษัทยังคงตั้งเป้าการเติบโตรายได้ไว้ที่ 50% หรือประมาณ 3,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2550 ที่มียอดรายได้ 2,000 ล้านบาท โดยแผนงานที่จะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นตามเป้า ส่วนหนึ่งมาจากรายได้พิเศษจากการขายห้องชุดในคอนโดมิเนียมย่านพระราม 9 (โครงการ ดิ อินสไปร์ เพลส เอแบค พระราม 9 ใกล้กับเอแบค) ที่บริษัทได้เทคโอเวอร์มาจากเจ้าของเดิม ซึ่งมีความคืบหน้าการขายไปมากแล้ว ทำให้มีรายได้เพิ่มเข้ามาก แต่หากไม่รวมรายการพิเศษนี้ ยอดรายได้ของแอสคอน อาจทำได้เท่าปี 2550
|