|  |
|
เหล็กเส้นครึ่งปีหลังยังผันผวน "น้ำมัน-ค่าเงิน-เก็งกำไร" ตัวแปร จับตาแตะ 45 บาท/ก.ก.
|
เป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่ต้องบันทึกไว้ เมื่อราคาซื้อขายเหล็กเส้นไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มหรือแวต ในเขตกรุงเทพฯ ในเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนก่อน 31,870 บาท/ตัน เป็น 38,340 บาท/ตัน หรือจากกว่า 31 บาท/กิโลกรัม เป็น 38 บาทเศษ/กิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับจากอดีตที่ผ่านมา
ส่วนสถานการณ์ในเดือนมิถุนายน แม้ช่วงปลายเดือนราคาเหล็กเส้นเริ่มทรงตัวอยู่ในระดับ 38-39 บาท/กิโลกรัม แต่ยังมีปัจจัยที่น่าเป็นห่วง 2 ส่วนซึ่งอาจส่งผลให้แนวโน้มราคาเหล็กเส้นในช่วงครึ่งปีหลังปรับสูงขึ้นอีก คือ 1)ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับขึ้นมาอยู่ในระดับ 140 ดอลลาร์/บาร์เรล และ 2)สถานการณ์ เงินบาทที่กลับมาอ่อนค่าลงจาก 31 บาทเศษ เป็น 33 บาทเศษในปัจจุบัน
ยิ่งปัจจุบันราคาซื้อขายบิลเลตในตลาดโลกปรับขึ้นมาแตะ 1,200 ดอลลาร์/ตัน ภายใต้สมมติฐานว่าเงินบาทมีค่า 33.5 บาท/ดอลลาร์ เท่ากับมีต้นทุนสั่งซื้อบิลเลตประมาณ 40,000 บาท/ตัน หรือ 40 บาท/กิโลกรัม ดังนั้นโอกาสที่ราคาเหล็กเส้นในช่วงครึ่งปีหลังจะปรับสูงขึ้นอีกก็มีความเป็นไปได้ หากเงินบาทยังอ่อนค่าลงต่อเนื่อง
"แนวโน้มราคาเหล็กเส้นในช่วงครึ่งปีหลังค่อนข้างคาดการณ์ลำบาก แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะปรับขึ้นไปอยู่ในระดับ 45 บาท/กิโลกรัม เพราะปัจจัยหลักไม่ใช่ราคาวัตถุดิบอย่างบิลเลตที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ในแง่ต้นทุนการถลุงเหล็กและค่าขนส่งทางเรือก็ปรับสูงขึ้นอย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องกับการใช้น้ำมันเป็นพลังงาน" ดร.พิพัฒน์ ปรีดาวิภาต ประธานกรรมการ บมจ.แอลพีเอ็น เพลทมิล หนึ่งในโรงงานเหล็กรายใหญ่ให้ความเห็น
ว่ากันว่าอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาเหล็กเส้นปรับสูงขึ้นอย่างมาก เพราะมีการ "เก็งกำไร" จากกองทุนต่างประเทศ โดยมีการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนจากตลาดหุ้นในอเมริกาหลังเกิดปัญหาซับไพรม มาลงทุนในตลาดซื้อขายน้ำมัน ทองคำ และเหล็ก
ขณะเดียวกันเมื่อปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้ตัดสินใจปิดโรงงานถลุงเหล็กแห่งหนึ่งในเมืองปักกิ่ง เพื่อย้ายโรงงานออกจากเมืองปักกิ่ง สถานที่จัดแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2008 ส่งผลให้ราคาบิลเลตในตลาดโลกนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2550 ถึงปัจจุบัน ปรับขึ้นไปแล้วกว่า 100% จาก 500 ดอลลาร์/ตัน เป็น 1,200 ดอลลาร์/ตัน
อย่างไรก็ตามสำหรับเหตุผลที่ทำให้ราคาสถานการณ์ราคาเหล็กเส้นในช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาทรงตัว อาจเป็นเพราะปริมาณความต้องการใช้ในประเทศชะลอตัว หลังผู้รับเหมารายกลางรายเล็กต้องประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก จากต้นทุนค่าก่อสร้างที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ประกอบกับในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา เวียดนามประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ จากอัตราเงินเฟ้อและเงินด่องที่อ่อนค่าลง ออร์เดอร์บิลเลตจำนวนหนึ่งจากประเทศเวียดนามถูกขายต่อมาให้กับประเทศไทย
"เท่าที่ทราบช่วงที่ผ่านมามีออร์เดอร์ บิลเลตที่เวียดนามเคยสั่งซื้อไว้จำนวนหนึ่ง ถูกนำมาขายต่อให้กับไทยในราคา ประมาณกว่า 900 ดอลลาร์/ตัน ทำให้ราคาเหล็กเส้นยังทรงๆ ส่วนปัญหาของขาดตลาดก็พอมีให้เห็นเป็นช่วงๆ แต่ถือว่า ไม่รุนแรงมากนัก" เสนอ ตระกูลสุข กรรมการผู้จัดการบริษัท "ตระกูลสุขค้าวัสดุก่อสร้าง" หนึ่งในร้านจำหน่ายเหล็กรายใหญ่ในเขตกรุงเทพฯระบุ และยอมรับว่าสถานการณ์การขายเหล็กเส้นครึ่งปีแรกไม่ค่อยดีนัก ขณะที่การก่อสร้างก็จะชะลอตัวลง
แม้ราคาเหล็กเส้นช่วงนี้เริ่มนิ่ง แต่ว่ากันว่าทางออกที่สุดของผู้รับเหมา คือซื้อเหล็กทันทีที่มีงานก่อสร้าง ถ้าหวังน้ำบ่อหน้าว่าในอนาคตราคาเหล็กเส้นอาจปรับลดลง โอกาสเสี่ยงขาดทุนก็มีสูง !
|
ส่งหน้านี้ให้เพื่อน |
ที่มา :
ประชาชาติธุรกิจ
03-07-2551 09:47:12 |
|
 |
|
 |
| |
กฎและกติกาการแสดงความคิดเห็น
- กรุณาใช้คำสุภาพในการแสดงความคิดเห็น งดใช้คำหยาบ ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายต่อบุคคลอื่น,สร้างความแตกแยก หรือ กระทบกับสถาบันอันเป็นที่เคารพของปวงชนชาวไทย
- หากทีมงานเว็บไซต์ ตรวจพบ หรือ มีผู้แจ้ง ทางเว็บไซต์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบออก โดยไม่ต้องแจ้งให้ผู้แสดงความคิดเห็น
- ทุกคำที่แสดงความคิดเห็นนั้น เป็นความรับผิดชอบของผู้แสดงความคิดเห็นแต่เพียงผู้เดียว ทุกความเห็นที่แสดงความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับทางเว็บไซต์นี้โดยเด็ดขาด
- สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎ และถูกดำเนินคดี เจ้าหน้าที่ตำรวจอาจติดต่อขอ IP เพื่อเป็นหลักฐานในการติดตามดำเนินคดีได้
|
|
|
 |
|
 |
|
|
|
|