นายณรงค์ ทัศนนิพันธ์ รองประธานกรรมการ บริษัท ซีฟโก้ เปิดเผยว่า จากภาวะต้นทุนก่อสร้าง อาทิเช่น ราคาเหล็กและราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทปรับสัดส่วนการรับงานรัฐบาลเพิ่มเป็น 40% และลดสัดส่วนงานเอกชนลดเหลือ 60% จากเดิมที่เคยมีสัดส่วนงานรัฐบาลประมาณ 30% และมีสัดส่วนงานเอกชน 70% เนื่องจากงานในภาครัฐบาลได้รับความช่วยเหลือเรื่องค่าเค ซึ่งจะช่วยให้ความเสี่ยงในการรับงานของบริษัทลดลง
อย่างไรก็ตามบริษัทไม่ได้ลดความสนใจในการรับงานจากภาคเอกชนแต่อย่างใด เนื่องจากงานในภาคเอกชนยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ในการรับงานภาคเอกชน บริษัทได้เริ่มปรับตัวโดยการคำนวณค่าบริการก่อสร้างจากต้นทุนเหล็กและน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่จะพิจารณาเป็นงานไป ทั้งนี้บริษัทได้แจ้งลูกค้าล่วงหน้าและส่วนใหญ่มีความเข้าใจดีกว่าต้นทุนในการดำเนินงานของบริษัท
นายณรงค์ กล่าวว่า แนวโน้มงานรับเหมาก่อสร้างในครึ่งปีหลัง เชื่อว่ายังมีการขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจค ที่ภาครัฐเริ่มผลักดันออกมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามยอมรับว่าภาพรวมอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างขยายตัวช้าลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เนื่องจากปัจจุบันมีปัญหาการเมืองกดดันความมั่นใจการลงทุนของผู้ประกอบการ
สำหรับงานของบริษัท ยืนยันว่าบริษัทยังมีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดรับงาน 3 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 210 ล้านบาท และเร็วๆ นี้จะประกาศผลการประมูล ที่คาดว่าจะได้ในหลัก 100 ล้านบาท
ส่วนความเสี่ยงเรื่องต้นทุนเหล็กและน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัทมากนัก เนื่องจากสามารถผลักภาระให้ลูกค้าได้ ขณะเดียวกันบริษัทมีช่วงเวลาในการทำงานสั้นเพียง 2-3 เดือน ทำให้ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องการสต็อกสินค้าที่ราคาผันผวนอย่างหนัก สำหรับความเสี่ยงเรื่องแนวโน้มดอกเบี้ยที่จะปรับตัวสูงขึ้นนั้น ยอมรับว่าจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทเพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่าไม่มากเนื่องจากทางเลือกของแหล่งเงินทุนมีอีกมาก และการเป็นบริษัทจดทะเบียนก็ช่วยให้บริษัทเข้าหาแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น
นายณรงค์ กล่าวอีกว่า บริษัทยังคงยืนยันเป้าหมายรายได้รวมปีนี้มีการขยายตัว 20% จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 1,862 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 22.73 ล้านบาท ขณะที่ผลประกอบการในไตรมาสที่ 1/2551 บริษัทมีรายได้รวม 413.33 ล้านบาท ลดลง 41.97% และขาดทุนสุทธิ 3.94 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 60.44 ล้านบาท เนื่องจากการส่งมอบงานลดลง และต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าวัตถุดิบสูงขึ้นโดยเฉพาะราคาเหล็กเส้น
|