|  |
|
'โกลบอลเฮ้าส์' ขอชิงตลาดโฮมโปร + ตั้งเป้า 5 ปีผุดครบ 25 สาขาทั่วประเทศ พร้อมบุกตลาดกทม.แน่
|
|
ศูนย์วัสดุก่อสร้าง-ตกแต่งทุนอีสาน "โกลบอลเฮ้าส์" ไล่บี้โฮมโปร เล็งผุดสาขาปีละ 2 แห่ง วางเป้า 5 ปีผุด 25 สาขาครอบคลุมทั่วประเทศใช้กลยุทธ์ป่าล้อมเมืองก่อนบุกกรุง ชูความแตกต่างศูนย์วัสดุใหญ่ที่สุดในประเทศมีสินค้าให้เลือกกว่า 1 แสนรายการ พร้อมกลยุทธ์เด็ดคืนเป็นเงินสดหากลูกค้าไม่พอใจสินค้าใน 30 วัน พร้อมจ่ายสินค้าใน 5 นาที ขณะที่ปลายปีนี้เตรียมระดมทุนรองรับการขยายสาขาอีก 3 แห่งจากปัจจุบันที่มีอยู่แล้ว 5 แห่ง และเตรียมเปิดอีก 4 จังหวัด
นายวิทูร สุริยวนากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (Global) ดำเนินธุรกิจจำหน่ายสินค้าในกลุ่มวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในงานก่อสร้างและตกแต่งบ้าน เปิดเผยว่า บริษัทได้จดทะเบียนก่อตั้งเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2538 โดยมีชื่อทางการค้าว่า "โกลบอลเฮ้าส์" ดำเนินธุรกิจในรูปแบบแวร์เฮาส์สโตร์ มีขนาดใหญ่เหมือนคลังสินค้า และมีสาขาแรกอยู่ที่จังหวัดร้อยเอ็ด บนพื้นที่ 15,000 ตร.ม. มีรายการสินค้าให้เลือกมากกว่า 100,000 รายการ ปัจจุบันมีสาขาทั้งสิ้น 5 แห่ง คือ ร้อยเอ็ด,ขอนแก่น,อุดรธานี, เชียงใหม่ และสาขาระยอง โดยมียอดขายเติบโตทุกปีเฉลี่ยปีละ 20% โดยแต่ละสาขานั้นจะใช้พื้นที่การขาย 20,000-25,000 ตร.ม.
ปัจจุบัน บริษัทอยู่ระหว่างการเตรียมการที่จะเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯโดยอยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทั้งนี้บริษัทจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน (IPO) จำนวน 260 ล้านหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไปในเดือนส.ค.นี้ และได้แต่งตั้งบริษัทแอสเซท โปรแมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินนำบริษัทเข้าจดทะเบียน และตั้งบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เป็นแกนนำในการกระจายหุ้นและมีกองทุนเพื่อการร่วมลงทุน (Lombard Asia III) แสดงความสนใจ โดยมีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 700 ล้านบาท อย่างไรก็ดี สถานการณ์ทางการเมืองอาจกระทบต่อการระดมทุนของบริษัท ดังนั้นในช่วงนี้บริษัทจึงได้มีการทำโรดโชว์ตามหัวเมืองใหญ่ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน
ทั้งนี้ รูปแบบธุรกิจของบริษัทจะมีความแตกต่างจากศูนย์วัสดุก่อสร้าง-ตกแต่งอื่นๆ โดยบริษัทจะมีสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้างสำหรับงานโครงสร้างให้เลือกเป็นจำนวนมาก พร้อมวัสดุตกแต่งและอุปกรณ์/เครื่องมืองานก่อสร้าง-ตกแต่งที่มีให้เลือกกว่า 100,000 รายการ ภายใต้อาคารเดียวกัน ผ่านการกำหนดรูปแบบการจำหน่ายสินค้าแบบ Cash & Carry ที่มีช่องทางการชำระเงินและมีระบบการตรวจสอบสินค้าที่จำหน่ายให้ถูกต้องกับการซื้อ นอกจากนี้ยังมีนโยบายการวางระบบและรูปแบบการให้บริการที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า เช่น ใช้วิธีคิดเงินแบบบาร์โค้ด และ พร้อมจ่ายสินค้าภายใน 5 นาที มีการรับประกันคืนเป็นเงินสดภายใน 30 วันหากลูกค้าไม่พอใจในสินค้า เป็นต้น นอกจากนั้นแล้วบริษัทไม่มีสินค้าในเครือปูนซิเมนต์ไทยจำหน่าย โดยกลุ่มลูกค้า 72% เป็นผู้รับเหมา และลูกค้าทั่วไปมีสัดส่วน 14% และขายเป็นเงินสดในราคาที่แข่งขันได้
นายวิทูร กล่าวว่า สาเหตุที่บริษัทไม่มีสินค้าในเครือซิเมนต์ไทยจำหน่าย เนื่องจากมองว่าหากจำหน่ายสินค้าเฉพาะของเครือซิเมนต์จะทำให้ธุรกิจถูกจำกัดคือไม่สามารถขายสินค้าของรายอื่นได้และไม่มีการเติบโตในขณะที่บริษัทต้องการก้าวเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ของประเทศ จึงได้เดินทางไปศึกษารูปแบบการทำธุรกิจดังกล่าวจากในต่างประเทศและนำมาใช้กับประเทศไทยจนเกิดขึ้นเป็นแวร์เฮาส์
สโตร์ขนาดใหญ่ภายใต้ชื่อ "โกลบอลเฮ้าส์" ดังกล่าว
ยุทธศาสตร์ในการทำธุรกิจของโกลบอลจะรุกการเปิดสาขาไปตามหัวเมืองใหญ่เนื่องจากบริษัทมีแหล่งกำเนิดจากจังหวัดร้อยเอ็ดและขยายให้ครอบคลุมเมืองสำคัญทุกภาคของประเทศทั้งภาคเหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก ล่าสุดสาขาใหม่ที่จะเปิดในปีนี้อีก คือชลบุรี บนพื้นที่ 55 ไร่ พื้นที่ขาย 30,000 ตร.ม. มีขนาดใหญ่ที่สุดและสาขานครปฐม บนพื้นที่ 39 ไร่ อีกทั้งในปีหน้าจะเปิดสาขาอยุธยา,กาฬสินธุ์ ใช้เงินลงทุนต่อแห่งอยู่ที่ 300-400 ล้านบาท และหลังจากที่ได้เงินจากการระดมทุนประมาณ 1,000 ล้านบาทจะนำมาใช้สำหรับการขยายสาขาเพิ่มเติมอีก 3 แห่งโดยตั้งเป้าไว้ว่าจะเปิดปีละ 1-2 แห่งเพื่อรักษาอัตราเติบโตปีละ 20% และภายในอีก 5 ปีข้างหน้าจะต้องมีจำนวน 25 สาขา โดยจังหวัดที่มีกำลังซื้อสูงจะมีโกลบอลเฮ้าส์ในระยะทุกๆ 80 กิโลเมตร และอนาคตอาจเพิ่มเป็นทุกๆ 40 กิโลเมตร ตัวอย่างเช่น กรณีกำลังซื้อจังหวัดเชียงใหม่ หลังจากที่บริษัทเปิดสาขาเมื่อปี 2549 ปัจจุบันมียอดขายปีละ 700 ล้านบาท ทำให้อาจจะต้องขยายสาขาเพิ่มอีกในรัศมี 40 กิโลเมตรโดยตลาดภูมิภาคนั้นยังเติบโตต่อเนื่องจากการสร้างโรงงานอุตสาหกรรม หอพัก อพาร์ตเมนต์ต่างๆ โรงแรม วัด ยิ่งถ้าพืชผลทางการเกษตรมีราคาดีก็จะมีชาวนา ชาวไร่มาซื้อวัสดุเพื่อก่อสร้างบ้านจำนวนมาก
สำหรับสาขาที่กรุงเทพฯ นั้นได้วางแผนธุรกิจไว้แล้วแต่ไม่เร่งรีบเพราะตลาดก่อสร้างในกรุงเทพฯอยู่ในช่วงชะลอตัว และมีส่วนแบ่งตลาดเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับตลาดภูมิภาคทั้งหมด ทั้งนี้บริษัทจะใช้กลยุทธ์ป่าล้อมเมืองคือขยายสาขาตามหัวเมืองใหญ่ๆให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ก่อนรอให้ได้ส่วนแบ่งตลาดประมาณ 45% ก่อนที่จะเปิดสาขาในกรุงเทพฯ ปัจจุบันนี้บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 3% จากมูลค่าตลาดวัสดุโครงสร้าง 130,000 ล้านบาทยังไม่นับรวมตลาดอุปกรณ์ตกแต่งต่างๆ อีก 20,000 ล้านบาทต่อปี
ต่อกรณีต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น นายวิทูร กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทได้ปรับขึ้นในส่วนของค่าขนส่งสินค้าจากเดิมที่คิดกิโลเมตรละ12 บาท เป็นกิโลเมตรละ 20 บาท นอกจากนั้นได้ใช้กลยุทธ์ด้านการลดความสูญเสีย อาศัยการขายจำนวนมากเข้ามาช่วย (การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย) โดยขณะนี้บริษัทยังขายสินค้าสต๊อกเก่าอยู่โดยจะรองรับได้ประมาณ 3 เดือนหลังจากนี้อาจจะต้องปรับสินค้าตามราคาต้นทุนใหม่ซึ่งสินค้าที่ปรับราคามากที่สุดคือเหล็กเส้นซึ่งมี
สต๊อกอยู่ประมาณ 1,000 ตัน และปูนซีเมนต์มีสต๊อกอยู่ประมาณ 36 ตัน/วัน
ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราการเติบโตของรายได้จากการขายอย่างต่อเนื่องโดยในปี 2548, 2549 , 2550 มีรายได้เท่ากับ 2,187.79 ล้านบาท , 2,671.98 ล้านบาท และ 3,216.71 ล้านบาทตามลำดับ ส่วนกำไรสุทธินั้นอยู่ที่ 16.40 ล้านบาท,44.07 ล้านบาทและ 101.62 ล้านบาท
|
ส่งหน้านี้ให้เพื่อน |
ที่มา :
ฐานเศรษฐกิจ
27-06-2551 10:35:41 |
|
 |
|
 |
| |
กฎและกติกาการแสดงความคิดเห็น
- กรุณาใช้คำสุภาพในการแสดงความคิดเห็น งดใช้คำหยาบ ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายต่อบุคคลอื่น,สร้างความแตกแยก หรือ กระทบกับสถาบันอันเป็นที่เคารพของปวงชนชาวไทย
- หากทีมงานเว็บไซต์ ตรวจพบ หรือ มีผู้แจ้ง ทางเว็บไซต์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบออก โดยไม่ต้องแจ้งให้ผู้แสดงความคิดเห็น
- ทุกคำที่แสดงความคิดเห็นนั้น เป็นความรับผิดชอบของผู้แสดงความคิดเห็นแต่เพียงผู้เดียว ทุกความเห็นที่แสดงความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับทางเว็บไซต์นี้โดยเด็ดขาด
- สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎ และถูกดำเนินคดี เจ้าหน้าที่ตำรวจอาจติดต่อขอ IP เพื่อเป็นหลักฐานในการติดตามดำเนินคดีได้
|
|
|
 |
|
 |
|
|
|
|