วิกฤติต้นทุน จากผลต่อเนื่องของ "ราคาน้ำมัน" ที่ผลักดันให้ราคาสินค้าต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบภาคธุรกิจก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์มาอย่างต่อเนื่อง
ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจหลักทั้งสองส่วนนี้ กล่าวตรงกันว่า สถานการณ์ใกล้ถึงจุดวิกฤติเข้าไปทุกขณะ โดยเฉพาะตัวแปรราคาน้ำมัน ซึ่งคาดการณ์ว่า อาจเห็นราคาสูงสุดที่ 150 ดอลลาร์/บาร์เรล ได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า และก่อนหน้านี้วัสดุก่อสร้างหลัก ทั้งเหล็ก และปูนซีเมนต์ ปรับราคาขึ้นไปสูงมาก โดยเหล็กปรับขึ้นกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกลับไปต้นปี 2550
จากปัจจัยลบที่เกิดขึ้นได้สอบถามไปยังผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่า มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่รัฐประกาศใช้ คงช่วยได้แค่บรรเทาผลกระทบจากหนักกลายเป็นเบา ผู้ประกอบการจะต้องใช้เม็ดเงินที่ได้จากการลดหย่อนภาษีที่อยู่ในมือผู้ประกอบการราวๆ 4% มาใช้ในการคุมต้นทุน พยุงราคาบ้านไม่ให้เพิ่มสูงขึ้นมากเกินไป
เพราะหากคุมต้นทุนไม่ได้ ในขณะที่ความสามารถในการซื้อลดลง เท่ากับผู้ประกอบการจะเจอปัญหาสองต่อทั้งสร้างบ้านมาแล้วขายไม่ได้ ต้นทุนพุ่งสูงเกินไป ในที่สุดก็กระทบต่อผลประกอบการ
ในการปรับตัวเพื่อรองรับกับปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ ไม่มีสูตรสำเร็จ ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในของแต่ละบริษัทว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อที่จะรักษาอัตราการเติบโตด้านยอดขาย และอัตรากำไร
โดยในแต่ละบริษัทนั้นก็มีเป้าหมายหรือมีวิธีในการดำเนินธุรกิจที่แตกต่างกัน และขณะเดียวกันก็จะให้ความสำคัญในการก่อสร้างเพื่อให้ทันกับการส่งมอบบ้านหรือห้องชุดในโครงการคอนโดมิเนียม ให้เสร็จตามกำหนดเพื่อให้ได้ประโยชน์จากมาตรการที่ออกมา และป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งปัญหาการเมือง และต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น
|