|
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (11 มิ.ย.) บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ได้ปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและดีเซลอีกลิตรละ 80 สต. หลังจากปรับขึ้นไปแล้วเมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา 80 สต. ส่งผลให้ราคาเบนซิน 95 อยู่ที่ 42.39 บาทต่อลิตร และเชลล์ยังมีเบนซิน 95 เกรดพิเศษ จำหน่ายอีกชนิดหนึ่ง โดยมีราคาอยู่ที่ 43.39 บาทต่อลิตร เบนซิน 91 อยู่ที่ 41.29 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์95 อยู่ที่ 37.69 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์91 อยู่ที่ 36.89 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 41.34 บาทต่อลิตร ขณะที่เบนซิน 95 ของ ปตท.และผู้ค้ารายอื่นอยู่ที่ 41.59 บาทต่อลิตร เบนซิน 91 อยู่ที่ 40.49 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์95 อยู่ที่ 36.89 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์91 อยู่ที่ 36.09 บาทต่อลิตร ดีเซล อยู่ที่ 40.54 บาทต่อลิตร
นางศรีวรรณ เอี่ยมรุ่งโรจน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่แผนกลยุทธ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ราคาขายปลีกน้ำมันต้องทยอยปรับขึ้นเพราะขณะนี้ค่าการตลาดน้ำมันดีเซลยังติดลบอยู่ 2 บาทต่อลิตร และน้ำมันเบนซินมีค่าการตลาด 70 สต.ต่อลิตร ส่วนที่เอกชนมองว่าราคาน้ำมันดีเซลจะสูงขึ้น 50 บาทต่อลิตร ก็เป็นไปได้สูง หากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับขึ้นอีก 20 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล และยืนยันว่าโรงกลั่นน้ำมันก็มีค่าการกลั่นเพียง 5 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลเท่านั้น เพราะส่วนหนึ่งต้องนำไปชดเชยราคาก๊าซหุงต้มให้ประชาชน
ด้านนายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท.ประเมินว่าราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล อาจต้องปรับขึ้นไปที่ระดับลิตรละ 50 บาท อย่างแน่นอนในช่วงปลายปีนี้ ที่จะเป็นวัฏจักรราคาน้ำมันดีเซลตลาดโลกจะมีราคาดีดตัวสูงสุดในแต่ละปี เพราะเป็นช่วงฤดูหนาวของสหภาพยุโรปและสหรัฐฯที่จะต้องออกมากว้านซื้อน้ำมันดีเซลไปผลิตเป็นพลังงานความร้อนในบ้านพักอาศัย หากราคาน้ำมันตลาดโลกยังไม่ลดความร้อนแรงลงมา จะทำให้อัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยพุ่งไปที่ระดับ 9% ทันที กำลังซื้อคนไทยจะหายไปอย่างน่ากลัว ซึ่งขณะนี้สินค้าที่ไม่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น เสื้อผ้า เครื่องสำอาง เครื่องประดับ มียอดขายตกต่ำต่อเนื่อง เพราะประชาชนเก็บเงินไว้ซื้อสินค้าที่จำเป็น
“หากรัฐบาลปล่อยให้เงินเฟ้อพุ่งไปถึงระดับ 9% กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะเป็นกลุ่มแรกที่จะต้องปิดกิจการ ส่งผลให้คนงานในระบบเอสเอ็มอี 2.5 ล้านคนจะตกงานจำนวนมาก ล่าสุดเริ่มมีโรงงานอุตสาหกรรมในเกือบทุกจังหวัดทยอยปิดกิจการลงเป็นระยะๆ เพราะขาดสภาพคล่องทางการเงิน”
นายธนิต โสรัตน์ ประธานสายงานโลจิสติกส์ ส.อ.ท.กล่าวว่า รัฐบาลจะต้องมีแผนยุทธศาสตร์หรือนโยบายแก้ไขปัญหาราคาพลังงานให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้ทุกภาคส่วนมาร่วมมือแก้ไขปัญหาไม่ใช่ปล่อยให้กระทรวงพลังงานรับหน้าที่แก้ไขปัญหาหรือหามาตรการมาบรรเทาความเดือดร้อนเพียงฝ่ายเดียว ทั้งนี้ ส.อ.ท.จะเสนอให้รัฐบาลจัดตั้งกองทุนเอ็นจีวี ในวงเงิน 20,000 ล้านบาท โดยให้ธนาคารวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) สนับสนุนแหล่งเงินกู้ เพื่อปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการรถบรรทุกทั่วประเทศ 33,000 คัน นำไปใช้ในการติดตั้งเอ็นจีวี หากมีรถบรรทุกเข้าร่วมโครงการทั้งหมด จะทำให้ประหยัดการใช้น้ำมันได้ปีละ 31,000 ล้านบาท คิดเทียบกับราคาน้ำมันดีเซล 40 บาทต่อลิตร
ขณะที่นายอาชว์ เตาลานนท์ รองประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) กล่าวว่า ปีนี้ราคาน้ำมันปรับขึ้นตลอดใกล้จะแตะระดับราคาบาร์เรลละ 140 เหรียญสหรัฐฯ ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศขึ้นไปเกินลิตรละ 40 บาทแล้ว และมีแนวโน้มจะขึ้นไปอีก ซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนการผลิต แต่เป็นที่น่าดีใจที่รัฐบาลไม่ควบคุมหรือกดดันราคาสินค้า ปล่อยราคาสินค้าลอยตัว อีกไม่นานเอกชนจะต้องขอปรับราคาสินค้าขึ้นไปอีกเป็นความจำเป็นเพราะต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น
“การเติบโตทางเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงจากไตรมาสแรก ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวถึง 6% ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี แต่พอมีปัญหาเรื่องวิกฤติพลังงาน ค่าครองชีพ และความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้เศรษฐกิจไม่โตอย่างที่คาดไว้ว่าทั้งปีจะขยายตัว 4.5-5.5% ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่สงบยืดเยื้ออาจจะขยายตัวไม่ถึง 5% เพราะเมื่อบ้านเมืองไม่สงบ การลงทุนจากต่างประเทศจะไม่ดีนัก เป็นการบั่นทอนความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ทั้งที่ประเทศไทยมีโอกาสที่จะพัฒนาและมีปัญหาต้องแก้ ยิ่งถ้าเกิดปะทะกันรุนแรงหรือเกิดการปฏิวัติจะยิ่งยุ่งกันเข้าไปใหญ่”. |