รับเหมาฯ บ้านเอื้อ 50 ราย ร้องรัฐเพิ่ม "ค่าเค" ขอขยายเวลาทุกสัญญาอีก 180 วัน หลังโดนพิษต้นทุนวัสดุ-ค่าขนส่งพุ่งไม่หยุด "ผู้ว่าการ กคช." ยืนยันใช้สัญญาเดิม แจงหากรัฐทำตามเอกชนขอ ต้องชดเชยขาดทุน 2 พันล้าน
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : วันนี้ (14 พ.ค. 2551 ) สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้นัดประชุมและจัดเสวนาพิเศษเรื่อง “ความเดือดร้อนและทางออกของผู้ประกอบการก่อสร้าง” เพื่อสะท้อนภาพของปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ที่ขณะนี้มีผู้รับเหมาก่อสร้าง ทั้งที่เป็นและไม่เป็นสมาชิกของสมาคมได้ติดต่อร่วมเสวนาแล้วกว่า 400 ราย ก่อนจะนำข้อสรุปที่ได้ไปเสนอรัฐบาลอีกครั้ง
การจัดเสวนาครั้งนี้ แบ่งกลุ่มรับเหมาออกเป็น 3 กลุ่ม คือ งานก่อสร้างของรัฐบาล กลุ่มผู้รับเหมาของเอกชน และ กลุ่มที่รับเหมาในงานก่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัย ซึ่งยังรวมผู้รับเหมาก่อสร้างในโครงการบ้านเอื้ออาทร กว่า 50 บริษัท ได้เตรียมเสนอปัญหาต่างๆ ที่เผชิญด้วย โดยได้เสนอไปยังรัฐบาลให้มีการเบิกจ่ายเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้าง ตามสัญญาแบบปรับราคาได้ หรือ ค่าเค ในงานก่อสร้างโครงการบ้านเอื้ออาทร ที่การเคหะแห่งชาติ (กคช.) จากที่เดิมไม่มีการระบุไว้ในสัญญา กล่าวคือ ไม่มีการชดเชยค่าเค
กคช.ยืนยันใช้สัญญาเดิม
เบื้องต้นที่รับเหมาเสนอนั้นมี 3 แนวทางแก้ไข คือ 1. ยกเลิกค่าเค 4% และให้คิดตามจริง 2. เปิดทางผู้รับเหมายกเลิกสัญญา แล 3. ขยายเวลางานก่อสร้างทุกสัญญาออกไปอีก 180 วัน ซึ่งข้อเรียกร้องดังกล่าวที่ผ่านมา สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยฯ ได้มีการเสนอไปยังนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
นายสุชาติ ศิริโยธิพันธ์ ผู้ว่าการ การเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีบริษัทรับเหมาก่อสร้างในโครงการบ้านเอื้ออาทร ยื่นหนังสือเพื่อขยายเวลาการก่อสร้างออกไปอีก 180 วัน บางรายขอปรับราคาขึ้น โดยให้เหตุผลว่า ต้นทุนการก่อสร้างรวมถึงภาระค่าขนส่งมีการปรับราคาขึ้นสูงมาก แบกรับต้นทุนการก่อสร้างไม่ไหว
แม้ว่าส่วนตัวจะเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น แต่คงต้องยึดสัญญาเดิมที่ได้ทำกันไว้ รวมถึง ค่าเค ที่ผู้รับเหมาก่อสร้างเรียกร้องให้บรรจุเข้าไปในสัญญาก่อสร้าง คงไม่สามารถที่จะทำได้
อย่างไรก็ตาม หากข้อเสนอที่ผู้รับเหมาเสนอไปยังรัฐบาลและได้รับความเห็นชอบ ไม่ว่าจะเป็นการขยายเวลางานก่อสร้างทุกๆ สัญญา ออกไป 180 วัน การเคหะฯ ในฐานะที่เป็นหน่วยงานของรัฐคงต้องทำตามมตินั้นๆ แต่รัฐบาลจะต้องเข้ามาช่วยเหลือชดเชยปัญหาขาดทุนให้แก่การเคหะฯ อย่างน้อย 2,000 ล้านบาท เหมือนกับครั้งก่อนช่วงน้ำท่วมที่มีมติขยายเวลาไป 180 วัน
โครงการสร้างช้ากระทบโอเวอร์เฮด
ผู้ว่าการการเคหะฯ กล่าวว่า ขณะนี้งานก่อสร้างโครงการบ้านเอื้ออาทร มีความล่าช้าทุกโครงการ เปอร์เซ็นต์ของความล่าช้าแตกต่างกันไป ปัญหาล่าช้านี้เกิดจากบริษัทรับเหมาก่อสร้างเอง และส่งผลกระทบมากมาย แต่หลักๆ มี 3 ข้อ คือ 1. ภาระค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน หรือค่าโอเวอร์เฮด ของการเคหะฯ สูงขึ้น จากปกติโอเวอร์เฮด อยู่ที่ 5% ของแต่ละโครงการ หรือประมาณ 100 บาทต่อหน่วย 2.ทำให้การเคหะฯ วางแผนงานด้านการตลาดและการขายยากขึ้น และ 3. ส่งผลกระทบต่อการส่งมอบโครงการที่ต้องล่าช้าออกไป โดยเฉพาะงานก่อสร้างที่จะส่งมอบในปี 2552 ประมาณ 4-5 หมื่นหน่วย โดยในปี 2551 จำนวนที่จะส่งมอบน่าจะได้ตามเป้า คือ 5-6 หมื่นหน่วย
ภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นความล่าช้าของงานก่อสร้าง ตามเงื่อนไขที่ทำไว้กับสถาบันการเงิน การเคหะฯ เป็นผู้แบกรับ แต่เมื่อปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาของผู้รับเหมา ดังนั้น ความเสียหาย หรือภาระดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น ผู้รับเหมาก่อสร้างเป็นผู้รับผิดชอบ
ลดจำนวนเหลือ 2.65 แสนหน่วย
นายสุชาติ ยังกล่าวว่า จากนโยบายของรัฐบาลที่มีมติให้ปรับลดจำนวนหน่วยในการก่อสร้างโครงการบ้านเอื้ออาทรลงให้สอดคล้องกับความต้องการจริงของผู้บริโภคนั้น การเคหะฯ ได้ดำเนินการมาตลอด จาก 600,000 หน่วย เหลือ 300,504 หน่วย และล่าสุดได้ปรับลดลงอีก 35,504 หน่วย ซึ่งจะทำให้เหลือจำนวนหน่วยที่จะสร้างทั้งสิ้นประมาณ 265,000 หน่วย และช่วยให้ประหยัดเงินลงทุนอีกกว่า 1 หมื่นล้านบาท
การปรับลดจำนวนหน่วยที่จะสร้างลง ได้รับความเห็นชอบจากนายสุธา ชันแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เมื่อครั้งที่ดำรงตำแหน่งอยู่ ส่วนนโยบายการก่อสร้างที่อยู่อาศัยหลังแรก หรือบ้านเฟิร์สโฮม แม้ว่ารัฐมนตรีสุธาได้ลาออกจากตำแหน่งไป การเคหะฯ ยังคงศึกษาถึงความเป็นไปได้ของโครงการอยู่ และพร้อมจะดำเนินตามนโยบายของรัฐมนตรี พม.คนใหม่ |