|  |
|
ขยายศูนย์สิริกิติ์ 5 พันล้านกล่อม 'เจริญ' ประมูลใหม่
|
กรมธนารักษ์ยกระดับการพัฒนาที่ดินราชพัสดุ "ศูนย์ประชุมสิริกิติ์-โรงงานยาสูบ" ระยะที่ 2 ขึ้นชั้นเมกะโปรเจกต์ เข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุนหลังขยายพื้นที่จาก 53 เป็น 99 ไร่ มูลค่าโครงการ 5 พันล้าน พื้นที่ใช้สอยเพิ่มเป็น 1 แสนตารางเมตร สานฝันศูนย์ประชุมระดับเวิลด์คลาส เตรียมเข้า ครม.เร็วๆ นี้ พร้อมกล่อม เอ็น.ซี.ซี.คู่สัญญาเดิมเข้าร่วมประมูลรอบใหม่
แหล่งข่าวกระทรวงการคลังเปิดเผยความคืบหน้าที่กรมธนารักษ์และบริษัท เอ็น.ซี.ซี แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลล็อปเม้นท์ จำกัด ได้ตั้งคณะกรรมการร่วมเข้ามาเจรจาและแก้ปัญหาที่ราชพัสดุบริเวณศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระยะที่ 2 ว่า ได้ข้อสรุปแผนพัฒนา (มาสเตอร์แพลน) แล้ว โดยแนวทางการลงทุนตามมาสเตอร์แพลนจะขยายการลงทุนศูนย์ประชุมฯ ให้กลายเป็นศูนย์ประชุมที่รองรับการประชุมนานาชาติในระดับสากล (world class) มูลค่าโครงการประมาณ 5,000 ล้านบาท ขยายพื้นที่เป็น 99 ไร่ จากเดิม 53 ไร่ แบ่งออกเป็น 2 โซน โซน 1 ศูนย์ประชุม และห้องจัดงานเลี้ยง นิทรรศการ และแสดงสินค้า มีพื้นที่ใช้สอย 105,502 ตรม. จากเดิม 65,502 ตรม. มีพื้นที่จอดรถใต้อาคาร 78,000 ตรม. หรือจอดรถได้ 2,246 คัน
“พื้นที่ตรงนี้ถือว่าเป็นแปลงใหญ่ใจกลางเมือง ผืนที่สวยที่สุด และมีระบบขนส่งมวลชนรองรับเป็นอย่างดี ซึ่งปัจจุบันศูนย์ประชุมมีความสามารถในการทำตลาดเป็นอย่างมากมีคนจองใช้พื้นที่เต็มตลอด เพียงแต่พื้นที่ที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่จอดรถมีน้อยเกินไป หากขยายได้ตามแผนก็จะสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น” แหล่งข่าวกล่าวและว่า มาสเตอร์แพลนดังกล่าวได้ใช้เวลาในการศึกษาและหารือร่วมกับเอกชนมากว่า 2 ปี และคิดว่าเป็นทางออกที่ที่สุด ที่จะใช้พื้นที่จำนวน 500 ไร่ ในบริเวณนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับกฏหมายและสิ่งแวดล้อมมากที่สุด รวมถึงจะทำให้ประเทศไทยได้มีศูนย์การประชุมระดับที่แข่งขันกับภูมิภาคได้ และจะสามารถสร้างรายได้ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศในอนาคต
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ขั้นตอนต่อไปจะเสนอกระทรวงการคลังและนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติ ก่อนที่จะดำเนินการตามขั้นตอน ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานและดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 เนื่องจากเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าเกินกว่า 1,000 ล้านบาท
มาสเตอร์แพลนดังกล่าวยังครอบคลุมแผนในการพัฒนาพื้นที่บริเวณโรงงานยาสูบที่อยู่ระหว่างส่งมอบพื้นที่จำนวน 300 ไร่คืนให้กับกรมธนารักษ์หลังจากที่จะย้ายโรงงานยาสูบไปยังโรงงานแห่งใหม่
"พื้นที่ 300 ไร่ดังกล่าวจะนำมาพัฒนาเป็น สวนวัฒนธรรม หอศิลป์ และศูนย์ศิลปาชีพ ลานกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับบริเวณสวนน้ำที่มีอยู่เดิม และรองรับสำหรับลูกค้าที่มาใช้สถานที่ศูนย์ประชุมได้มีพื้นที่สำหรับท่องเที่ยวในเชิงศิลปวัฒนธรรม"
ให้ เอ็น.ซี.ซี.ประมูลใหม่
สำหรับแนวทางแก้ปัญหาคู่สัญญาเดิมนั้น หากกระทรวงการคลังเห็นชอบกับมาสเตอร์แพลนดังกล่าว ก็ต้องพิจารณารูปแบบการดำเนินการว่าจะทำอย่างไร เบื้องต้น คาดว่าจะต้องมีการเปิดประมูลสัมปทานใหม่ แล้วให้เอกชนที่สนใจเข้ามาร่วมประมูล ซึ่ง เอ็น.ซี.ซี. เองก็สามารถที่จะเข้ามาร่วมประมูลได้ แต่หากจะให้ถือตามสัญญาเดิมนั้นคงเป็นไม่ได้ เพราะตามสัญญาเดิมนั้นระบุชัดว่า เอ็น.ซี.ซี.ต้องปฏิบัติตามสัญญาใน 4 ปี แรกถึงจะได้สัมปทานต่อไปอีก 25 ปี แต่ตามกรณีนี้ก็ต้องถือว่าไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้
คณะกรรมการเรื่องดังกล่าวมีนางพันธ์ทิพย์ สุรทิณฑ์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เป็นประธาน วัตถุประสงค์เพื่อสะสางปัญหาที่ เอ็น.ซี.ซี.ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี คู่สัญญาของกรมธนารักษ์ ในการบริหารพื้นที่ราชพัสดุบริเวณศูนย์การประชุมฯ ที่จะต้องดำเนินการสร้างโรงแรมสูง 23 ชั้น ตั้งแต่ปี 2539 ให้แล้วเสร็จในปี 2545 ไม่สามารถดำเนินการตามสัญญา เนื่องจากติดปัญหาในเรื่องการใช้พื้นที่ที่ขัดกับข้อกำหนดการใช้พื้นที่สีเขียวของ กทม.ทำให้ไม่สามารถสร้างตึกสูงได้ ระหว่างนี้กรมธนารักษ์จะเจรจากับ กทม.เพื่อหาทางออกอีกครั้ง
ทั้งนี้ สัญญาระหว่าง เอ็น.ซี.ซี.กับกรมธนารักษ์เมื่อปี 2539 กำหนดให้สร้างโรงแรม 5 ดาว จำนวน 400 ห้อง มีความสูงถึง 98 เมตร มีลานจอดรถได้ 3,000 คัน มูลค่า 2,732 ล้านบาท แต่ติดปัญหาเรื่องพื้นที่สีเขียว ตามข้อกำหนดของกรุงเทพมหานคร ที่ไม่สามารถสร้างตึกสูงเกิน 23 เมตร จึงได้ยืดเยื้อเรื่อยมา ทั้งที่ตามสัญญาเดิม เอ็น.ซี.ซี. จะต้องก่อสร้างโรงแรมตั้งแต่ปี 2539 และเริ่มจ่ายรายได้ให้รัฐตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นไป
ในสัญญาการเช่าใช้พื้นที่ 53 ไร่ เป็นระยะเวลา 25 ปี (ตั้งแต่วันเริ่มก่อสร้างจนแล้วเสร็จ) โดยจะทำให้รัฐบาลได้รับผลตอบแทนทั้งสิ้น จำนวน 11,071 ล้านบาท แบ่งเป็น ในช่วงปีที่ 1-5 จ่ายค่าเช่าให้รัฐปีละ 100 ล้านบาทหลังจากนั้นค่าเช่าจะเพิ่มสูงขึ้นจนถึงปีที่ 12 ต้องจ่ายผลตอบแทนให้รัฐ จำนวน 448 ล้านบาท ในปีที่ 15 จะปรับเพิ่มเป็น 600 ล้านบาท และทยอยเพิ่มสูงขึ้นจนปีที่ 20 ต้องจ่าย จำนวน 700 ล้านบาท และในปีที่ 25 ต้องจ่าย จำนวน 714 ล้านบาท หลังจากนั้น สินทรัพย์ทั้งหมดจะตกเป็นของรัฐบาล และหากมีการยกเลิกสัญญาโดยฝั่งเอกชน กรมธนารักษ์จะได้ค่าประกันที่ทาง เอ็น.ซี.ซี. นำมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการก่อสร้าง จำนวน 273 ล้านบาท และค่าบริหารศูนย์การประชุมฯ จำนวน 90 ล้านบาท
|
ส่งหน้านี้ให้เพื่อน |
ที่มา :
ผู้จัดการรายวัน
17-04-2551 09:52:22 |
|
 |
|
 |
| |
กฎและกติกาการแสดงความคิดเห็น
- กรุณาใช้คำสุภาพในการแสดงความคิดเห็น งดใช้คำหยาบ ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายต่อบุคคลอื่น,สร้างความแตกแยก หรือ กระทบกับสถาบันอันเป็นที่เคารพของปวงชนชาวไทย
- หากทีมงานเว็บไซต์ ตรวจพบ หรือ มีผู้แจ้ง ทางเว็บไซต์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบออก โดยไม่ต้องแจ้งให้ผู้แสดงความคิดเห็น
- ทุกคำที่แสดงความคิดเห็นนั้น เป็นความรับผิดชอบของผู้แสดงความคิดเห็นแต่เพียงผู้เดียว ทุกความเห็นที่แสดงความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับทางเว็บไซต์นี้โดยเด็ดขาด
- สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎ และถูกดำเนินคดี เจ้าหน้าที่ตำรวจอาจติดต่อขอ IP เพื่อเป็นหลักฐานในการติดตามดำเนินคดีได้
|
|
|
 |
|
 |
|
|
|
|