นายอังสุรัสมิ์ อารีกุล เลขาธิการ สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า หลังจากที่สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยฯ ได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อขอให้ช่วยแก้ไขปัญหาความเดือด ร้อนของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง อาทิ ปัญหาเหล็กมีราคาแพง และราคาน้ำมันแพง ส่งผลให้ต้นทุนค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้นนั้น ล่าสุด ได้รับทราบว่านายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุตสาหกรรม เข้ามาดูแลและแก้ไขปัญหาของภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยนายสุวิทย์ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยฯ เข้าประชุมเพื่อหารือถึงแนวทางแก้ไขปัญหาในวันที่ 24 เม.ย.นี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล
อย่างไรก็ดี ปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้าที่ต้องการให้มีข้อสรุปถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาในการประชุมดังกล่าว และต้องการให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมภายในเดือน เม.ย.นี้ คือ ยกเลิกวิธีการคำนวณสัญญาแบบปรับราคาชดเชยค่าก่อสร้าง หรือค่าเค ของงานราชการทุกสัญญาเป็นการชั่วคราว แต่ให้คิดตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงจนกว่ากรมบัญชีกลางจะประกาศสูตรค่าเคใหม่ โดยปัจจุบันค่าเคกำหนดไว้ที่บวกลบ 4% กล่าวคือ หากค่าก่อสร้างจริงเพิ่มขึ้นมากกว่าที่ระบุไว้ในสัญญาเกิน 4% รัฐบาลจะชดเชยส่วนที่เกิน 4% ให้กับผู้รับเหมา แต่หากราคาลดลงมากกว่า 4% ผู้รับเหมาก็จะคืนเงินให้กับรัฐบาล ขณะที่ในปัจจุบันราคาค่าก่อสร้างปรับตัวขึ้นมากกว่า 6% ทำให้ผู้รับเหมาต้องแบกรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ยังต้องการให้รัฐบาลขยายระยะเวลา สัญญาก่อสร้างออกไปอีก 6 เดือน เพื่อลดปัญหาขาด แคลนเหล็กเส้น และเพื่อให้การซื้อเหล็กไม่กระจุกตัวอยู่ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้องแย่งกันซื้อเหล็กและสามารถชะลอการซื้อเหล็กออกไปซื้อในช่วงที่เหล็กมีราคาถูกลงได้ รวมถึงข้อเรียกร้องที่ต้องการให้แก้ไขระเบียบการประมูลงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (อี-ออคชั่น) หรือชะลอการประมูลงานด้วยวิธีอี-ออคชั่นออกไปก่อนจนกว่าจะมีการแก้ไขระเบียบใหม่ เนื่องจากการประมูลด้วยวิธีอีออคชั่นมีปัญหาในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องแบงก์ค้ำประกัน
ทั้งนี้ การประมูลงานในอดีตก่อนที่จะมีการประมูลด้วยวิธีการอี-ออคชั่น ผู้ประกอบการจะทำการยื่นแบงก์ค้ำประกันเป็นจำนวน 5% ของมูลค่าราคากลาง เพื่อค้ำประกันราคาที่ผู้ประกอบการยื่นซองประมูลในวันที่ยื่นซองประกวดราคา ซึ่งทางหน่วยงานราชการจะคืนแบงก์ค้ำประกันให้กับผู้ประกอบการที่ไม่ชนะการประมูลและไม่ได้งาน ส่วนในปัจจุบันเมื่อภาครัฐใช้วิธีการอี-ออคชั่น และได้เปลี่ยนวิธี การคืนแบงก์ค้ำประกัน โดยให้ผู้ประกอบการยื่น แบงก์ค้ำประกันก่อนถึงวันประมูลงาน ขณะที่ภาครัฐจะทำการยึดแบงก์ ค้ำประกันกรณีที่ผู้ประกอบการมาสาย ผู้ประกอบการที่ไม่ได้เข้าร่วมประมูล และ ผู้ประกอบการที่เสนอราคาประมูลสูงกว่าราคากลาง ส่งผลให้มีผู้ประกอบการจำนวนมากต้องถูกยึดแบงก์ ค้ำประกัน โดยเฉพาะการยึดแบงก์ค้ำประกันในกรณีที่ผู้ประกอบการไม่ได้เข้าร่วมประมูล
“ปัญหาการถูกยึดแบงก์ค้ำประกัน ทำให้ผู้ประกอบการต้องสูญเสียเงินไปโดยไม่จำเป็น ซึ่งปัจจุบันผู้รับเหมาก็ได้รับความเดือดร้อนมากอยู่แล้ว ทั้งปัญหาราคาเหล็กเส้นที่แพงขึ้นจากเดิมถึง 65% หรือจากตันละ 18,000-19,000 บาท เพิ่มเป็น 30,000-31,000 บาท ทำให้ไตรมาสแรกของปี 2551 ภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างได้รับความเสียหายไปแล้วกว่า 4,500 ล้านบาท เนื่องจากผู้ประกอบการได้เซ็นสัญญากับหน่วยงานราชการ โดยเสนอราคาต้นทุนเหล็กในช่วงที่มีการประมูลก่อนที่ราคาเหล็กจะเพิ่มขึ้น ซึ่งยังไม่นับรวมถึงความเดือดร้อนจากปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งและต้นทุนวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้นตามไปด้วย หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ปัญหาในอนาคตอันใกล้ก็จะมีผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้าง โดยเฉพาะรายกลางและรายเล็กต้องปิดกิจการลงไปเป็นจำนวนมาก”. |