สคบ.เดินหน้าควบคุมสัญญาธุรกิจรับสร้าง บ้าน ไล่เช็กบิลตั้งแต่บ้านสร้างเอง-บ้านบนที่ดินจัดสรร ป้องกันปัญหาการเอารัดเอาเปรียบ หลังผู้บริโภคร้องเรียนกระหน่ำ ไม่ได้รับความเป็นธรรม พบสารพัดปัญหา ทั้งทิ้งงาน สร้างล่าช้า ไม่เป็นตามแบบ วัสดุไม่มีคุณภาพ ด้านสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านและไทยรับสร้างบ้าน หนุนเต็มที่ ช่วยยกระดับมาตรฐานตลาดให้ หนีรับเหมาย่อยที่ไม่ใช่มืออาชีพ
|

|
แหล่ง ข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า สคบ.มีนโยบายจะให้ธุรกิจรับสร้างบ้าน เป็นธุรกิจที่ต้องควบคุมสัญญา เหมือนกับธุรกิจฟิตเนส โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 35 ทวิ ออกประกาศควบคุมสัญญา โดยจะครอบคลุมทั้งสร้างอาคารและบ้านพักอาศัยที่สร้างใหม่ ต่อเติม และซ่อมแซมบ้าน รวมถึงการสร้างบ้านบนที่ดินเปล่าในโครงการบ้านจัดสรรด้วย
เนื่อง จากที่ผ่านมาได้รับการร้องเรียนจากผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้รับความเป็นธรรม จากการว่าจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างหรือซ่อมแซมบ้าน อาทิ ทิ้งงาน สร้างล่าช้า สร้างไม่เป็นตามแบบที่ได้ตกลงกัน ใช้วัสดุอุปกรณ์ไม่มีคุณภาพ ไม่ได้มาตรฐาน เก็บงานไม่เรียบร้อยและไม่แก้ไขความชำรุดบกพร่องหลังการก่อสร้าง รวมถึงปัญหาช่างก่อสร้างและผู้มีหน้าที่คุมการก่อสร้าง
ที่สำคัญยัง ไม่มีการควบคุมสัญญาว่าจ้างที่เป็นมาตรฐาน ผู้ประกอบการมักเอาเปรียบ โดยกำหนดงวดการชำระเงินไม่สัมพันธ์กับงวดงานที่ได้จัดทำ ไม่มีการส่งมอบแบบบ้านที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานราชการให้ผู้บริโภค เพื่อจะได้ตรวจสอบงานก่อสร้าง ซึ่งต่อไปหากผู้ประกอบธุรกิจรับจ้างก่อสร้างบ้านใช้ข้อสัญญาที่เป็นธรรมกับ ผู้บริโภคและแสดงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคให้มากขึ้น จะป้องกันปัญหาได้ระดับหนึ่ง
"ขณะนี้กำลังพิจารณาร่างสัญญา อีก 3-4 เดือนจะเป็นรูปเป็นร่าง สคบ.เองก็ต้องการเร่งให้ใช้ได้ในปีนี้ ต่อไปสคบ.เป็นผู้แทนฟ้องร้องผู้ประกอบการทางแพ่งแทนผู้บริโภคได้เลย โดยบทลงโทษมีทั้งปรับและจำคุก"
ที่ผ่านมาผู้ประกอบการใช้สัญญาสำเร็จ รูปทำสัญญากับผู้บริโภคเมื่อพิจารณารายละเอียดข้อสัญญาจะระบุว่า ผู้บริโภคซึ่งเป็นคู่สัญญาเจรจาปรับเปลี่ยนสาระสำคัญของสัญญาไม่ได้ นอกจากนี้ผู้ประกอบธุรกิจส่วนใหญ่จะมีความรู้ความชำนาญเหนือกว่าผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคไม่มีอำนาจต่อรอง
ทั้งนี้จากสถิติที่ สคบ.ได้เก็บรวบรวมข้อเท็จจริงที่มีคนมาร้องเรียนเกี่ยวกับธุรกิจรับสร้าง อาคารและบ้านพักอาศัย ในรอบ 3 ปีจำนวนผู้ร้องเรียนเพิ่มทุกปี ในปี 2552 จำนวน 57 ราย ปี 2553 จำนวน 82 ราย และปี 2554 จำนวน 100 ราย
นาง พัชรา ตัณฑยรรยง นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า เห็นด้วยที่ สคบ.จะให้ธุรกิจรับจ้างก่อสร้าง เป็นธุรกิจที่ต้องทำสัญญาและควบคุมรายละเอียดในสัญญา ซึ่งยินดีให้ความร่วมมือแสดงความคิดเห็น เพราะเท่ากับเป็นการยกระดับคุณภาพผู้ประกอบการให้มีมาตรฐานสูงขึ้น
นับ ตั้งแต่ปี 2549 สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านได้จัดทำร่าง "สัญญามาตรฐานต้นแบบ" ขึ้นเพื่อเป็นแนวทางให้สมาชิกสมาคม หรือผู้ประกอบการรับสร้างบ้านทั่วไปนำไปปรับใช้ โดยสัญญามาตรฐานต้นแบบฉบับดังกล่าว สมาคมได้ร่างขึ้นโดยมี สคบ.เป็นที่ปรึกษา ถือว่ามีรายละเอียดที่เป็นธรรมกับทั้งผู้ประกอบการและผู้ว่าจ้าง ปัจจุบันสมาชิกสมาคมส่วนใหญ่เกือบทุกรายได้นำมาปรับใช้
นายสิทธิพร สุวรรณสุต นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า เห็นด้วยกับ สคบ.ที่จะต้องมีสัญญาว่าจ้าง แม้ว่าปัจจุบันในการว่าจ้างก่อสร้างบ้านโดยทั่วไปจะเซ็นสัญญาทำข้อตกลง ระหว่างกันอยู่แล้ว แต่ต้องยอมรับว่าเป็นสัญญาที่ผู้ประกอบการร่างขึ้นเอง อาจมีเงื่อนไขบางอย่างที่ผู้ประกอบการค่อนข้างได้เปรียบ อาทิ งานก่อสร้างคืบหน้า 20% แต่เขียนสัญญาให้เบิกเงินงวดได้แล้ว 50% ฯลฯ
ทั้ง นี้มีข้อเสนอแนะ ได้แก่ 1)กำหนดเงื่อนไขค่าปรับกรณีก่อสร้างล่าช้า ควรจะให้ชัดเจนเป็นแนวทางเดียวกันว่าจะคิดค่าปรับเป็นรายวัน วันละเท่าไหร่ หรือคิดค่าปรับเป็นเปอร์เซ็นต์จากวงเงินค่าจ้างก่อสร้างทั้งหมด หรือวงเงินค่าจ้างคงเหลือ และ 2)กำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดสัญญาที่ชัดเจน จากปัจจุบันมี 2 รูปแบบคือนับจากวันเริ่มต้นก่อสร้าง และนับจากวันเริ่มต้นเซ็นสัญญา |