7 ต.ค.นี้แล้ว ที่คนไทยจะได้สัมผัสกับโครง การระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสถานีรับ-ส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมือง หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ โครงการ “แอร์พอร์ต เรล ลิงค์” ซึ่งจะเปิดทดลองให้บริการกับผู้โดยสารที่ใช้บริการเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อพิสูจน์ว่าจากนี้ไปโครงข่ายคมนาคมที่เชื่อมต่อกันเช่นนี้จะทำให้การเดินทางไปสนามบินแห่งชาติแห่งนี้ เป็นเรื่องที่ง่าย สะดวกและจูงใจในการเดินทาง ที่สำคัญยังเป็นเหมือน สัญลักษณ์แห่งความเป็นสากลเช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้วโดยทั่วไป แรกเริ่มเดิมทีโครงการนี้มีกำหนดการที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จตั้งแต่ปี 50 เพราะถือกำเนิดมาตั้งแต่วันที่ 19 ก.พ. 48 ในสมัยของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ใช้เงินงบประมาณในการก่อสร้างสูงถึง 25,907 ล้านบาท แต่ด้วยสารพัดสารพันปัญหาของผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ อย่าง บริษัทซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น ทำให้รัฐบาลต้องขยายเวลาดำเนินการออกไปถึง 2 ครั้ง 2 ครา จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไม ? จึงมีเสียงบ่นเสียงพึมพำเมื่อเห็นรางรถไฟ เห็นเสาไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งสายไฟฟ้าที่ระโยงระยางตลอดเส้นทางทุกครั้งที่ผู้โดยสารรถสาธารณะ ทั้งรถเมล์ รถแท็กซี่ หรือรถตู้ เพื่อไปลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ แถมยังเป็นเหมือนหอกทิ่มแทง หัวใจกับการทำงานของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นชุดใดก็ตาม ที่ไม่เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จเสียที ทำให้ผู้โดยสารที่ต้องถ่อสังขารไปใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิต้องหาวเรอรอเสียงเปิดหวูดรถไฟไปก่อน ที่สำคัญยังเป็นโครงการแรกของ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่ได้สัมผัสกับเทคโนโลยีก้าวล้ำ จากรถไฟปู๊น ๆ ในปัจจุบันที่ไม่ได้ปรับปรุงมาเกือบ 100 ปีแล้ว อะไร ๆ จึงไม่ค่อยลงตัว โดยเฉพาะการเดินรถไฟฟ้า ณ เวลานี้ผู้บริหาร รฟท. และสหภาพฯ รฟท. ยังตีกันไม่เสร็จว่า จะเลือกแนวทางไหนดี ระหว่างแนวทางของผู้บริหาร รฟท. ที่ต้องการตั้งบริษัทลูกมาเดินรถ เพื่อความคล่องตัวในการบริหาร และอยากนำคนรุ่นใหม่เฉพาะด้านมาฝึกฝน แต่ด้านสหภาพฯ รฟท.กลับเถียงหัวชนฝา ต้องตั้งเป็นหน่วยงาน (บิสสิเนสยูนิต) ที่ยังสังกัดใน รฟท. เท่านั้น ด้วยความที่กลัวพนักงานการรถไฟฯในปัจจุบันตกงาน แต่ฝ่ายบริหารมองว่า การตั้งบิสสิเนส ยูนิต นั้นไม่คล่องตัว เพราะทุกครั้งที่จะเดิน หน้าหรือดำเนินการใด ๆ ต้องขออนุมัติจาก ครม. ก่อน ทำให้เกิดความยุ่งยาก ที่น่าหวาดเสียวอีกประการคือ หากวันดีคืนดีสหภาพฯ เกิดไม่พอใจฝ่ายบริหารขึ้นมา แล้วหยุดให้บริการรถไฟฟ้า เหมือนการหยุดเดินรถไฟ ดั่งที่เกิดขึ้นให้เห็นกันอยู่เป็นประจำ ยิ่งทำให้ไทยเสียหายมากในสายตาชาวโลก ทำให้ตอนนี้แผนทุกอย่างต้องสะดุด ไม่สามารถระบุวันที่เปิดใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการได้ นอกจากการประมาณการว่าน่าจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ในราวเดือน มี.ค.-เม.ย. 53 แม้ว่ายังไม่รู้ว่าจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการได้เมื่อใด จึงทำให้กลายเป็นโอกาสสำคัญของ “คนไทย” ที่จะได้สัมผัสทดลองใช้บริการของรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ แบบไม่ต้องเสียสตางค์ไปพลางก่อน โดย รฟท.ได้ประกาศให้ประชาชนจองบัตรไปแล้วในวันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา พบว่า ประชาชนแห่ไปจองตั๋ว เพื่อทดสอบวิ่งเป็นจำนวนมาก เพียง 1 ชม. บัตร 2,000 ใบหมดลงอย่างรวดเร็ว โดย รฟท.อยู่ระหว่างเตรียมเพิ่มรอบบริการให้เพียงพอกับความต้องการ สำหรับขบวนแรกที่จะทดสอบในวันที่ 7 ต.ค. นี้ เริ่มเวลา 14.00 น. ส่วนอีกขบวนในเวลา 14.50 น. และจะเปิดให้ประชาชนทดสอบบริการทุกวันพุธ ตลอดเดือน ต.ค.นี้ โดยผู้สนใจที่ต้องการพิสูจน์หรือต้องการสัมผัสความสะดวก ความไว ความทันสมัย ก็สามารถนำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนมาแลกตั๋วโดยสารที่ระลึก 1 คน เพื่อรับตั๋ว 2 ใบ ได้ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ รฟท. ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น.ในวันราชการ ส่วนสาเหตุสำคัญที่ รฟท. เปิดให้บริการเฉพาะวันพุธเพียงวันเดียวนั้นเป็นเพราะต้องให้บริษัทซีเมนส์ ในฐานะที่ขายรถไฟฟ้าให้กับโครงการนี้ทดสอบการเดินรถ เพื่อให้สมบูรณ์แบบมากที่สุดและพร้อมให้บริการแบบไม่มีอุปสรรคหรือปัญหาขัดข้องในทุกด้านหลังจากที่เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปีหน้า ผู้ที่เตรียมไปทดสอบใช้บริการแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ หรือผู้ที่ยังไม่มีโอกาสไปจองบัตรทดสอบ ลองมาออร์เดิร์ฟกันก่อนได้ เพราะบรรยากาศที่ก่อนหน้านี้ทางรฟท.ได้เปิดโอกาสให้บรรดาสื่อมวลชนและคณะบุคคลสำคัญที่ต้องใช้บริการเป็นประจำ เช่น สมาคมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสกับ ความอลังการของแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ โดยเฉพาะสถานีต่าง ๆ ที่ถูกออกแบบไว้อย่างโอ่อ่า คล้ายสถาปัตยกรรมของสนามบินสุวรรณภูมิ สำหรับสถานีแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ มีทั้งหมด 8 สถานี เริ่มตั้งแต่ สถานีแรก “พญาไท” ซึ่งถือว่าเป็นสถานีต้นทางของรถไฟฟ้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของถนนพญาไท เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสพญาไท ถัดมาเป็นสถานี “ราชปรารภ” ตั้งอยู่บนถนนราชปรารภตัดกับถนนนิคมมักกะสันใกล้ประตูน้ำ ซึ่งพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกับสถานี จะได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจการค้าแห่งใหม่ที่สำคัญในอนาคต สถานีต่อไป “สถานีมักกะสัน” หรือสถานีรับ-ส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมือง ซึ่งมีความอลังการมากที่สุดแถมยังสวยที่สุด เพราะถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินรถของรถไฟฟ้าด่วนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (เอกซเพรส ไลน์) พร้อมทั้งเป็นสถานีรถไฟฟ้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ซิตี้ ไลน์) ก้าวย่างแรกของสถานีมักกะสันผู้โดยสารจะสัมผัสได้ถึงความอลังการของสถาปัตยกรรมการออกแบบที่ดูทันสมัย คล้ายสนามบินสุวรรณภูมิ แต่อาจพูดได้ว่า ทันสมัยยิ่งกว่าสนามบินสุวรรณภูมิเสียอีก ด้วยความที่ดูเป็นมิลเลนเนียม และสถานี มีการบริการเคาน์เตอร์เช็คอิน ผู้โดยสารสามารถโหลดกระเป๋าก่อนขึ้นเครื่องได้ถึง 9 ชั่วโมง สามารถเดินชอปปิงได้อย่างสบายใจเฉิบ ไม่ต้องมาเสียเวลาหอบหิ้วกระเป๋าไปสนามบินสุวรรณภูมิให้เกะกะ นอกจากนี้ยังมีบริการอื่น เช่น บริการด้านตารางข้อมูลการบิน เสมือนอยู่ในสนามบิน บริการที่จอดรถยนต์ 300 คัน รถจักรยานยนต์ 100 คัน ที่จอดรถบัส จุดบริการแท็กซี่ และผู้โดยสารสามารถเดินทางเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีเพชรบุรีได้อีกด้วย สถานีต่อไปสถานี “รามคำแหง” ตั้งอยู่บนถนนรามคำแหง บริเวณสี่แยกคลองตัน ใกล้กับมหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน และห้างสรรพสินค้า ในรัศมี 2.5 กม. สถานีต่อไปสถานี “หัวหมาก” ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของถนนศรีนครินทร์ และสถานีรถไฟหัวหมากใกล้สี่แยกพัฒนาการ และทางหลวงพิเศษกรุงเทพฯ-ชลบุรี อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิตในรัศมี 2 กม. จากนั้นก็ถึงคิวสถานี “บ้านทับช้าง”ใกล้กับถนนวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันออก และทางหลวงพิเศษกรุงเทพฯ-ชลบุรี ถัดไปเป็นสถานี “ลาดกระบัง” ตั้งอยู่บนถนนร่มเกล้า ใกล้กับสถาบันเทคโนโลยีพระจอม เกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และอยู่ทางทิศเหนือของสถานีรถไฟลาดกระบัง และต่อไปในอนาคต รฟท. มีโครงกาารขยายเส้นทางเดินรถไฟฟ้าไป จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งสถานีนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายสำหรับการขนส่งมวลชนในอนาคต ขณะที่สถานี “สุวรรณภูมิ” ซึ่งเป็นสถานีสุดท้าย ผู้โดยสารทุกคนจะได้ยินเสียง “ท่านผู้โดยสารโปรดลงสถานีนี้ ขอบคุณที่ใช้บริการแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ค่ะ” ซึ่งสถานีนี้เป็นสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินอาคารผู้โดยสารภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สามารถผ่านเข้า-ออกได้ทางอาคารสนามบินจากส่วนอาคาร และส่วนเชื่อมต่อกับโรงแรม มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ลิฟต์ บันไดเลื่อน ส่วนระบบรถไฟฟ้าที่นำมาวิ่งนั้น ผลิตโดย “ซีเมนส์” มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับรถไฟฟ้าบีทีเอส วิ่งด้วยอัตราความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีระบบการเดินรถ 2 ระบบให้เลือก แยกสีกันชัดเจน คือ 1.ระบบรถไฟด่วนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (เอกซเพรส) ตัวรถไฟฟ้าเป็นสีขาวคาดสีแดงอย่างชัดเจน และข้างตัวรถจะมีคำว่า “เอกซเพรส” อย่างชัดเจน เป็นรถด่วนที่วิ่งตรงจากสถานีต้นทาง คือจากสถานีมักกะสัน ถึงสถานีปลายทางที่สถานีสุวรรณ ภูมิ ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาทีเท่านั้น รถด่วนเอกซเพรสนี้จะเปิดให้บริการทั้งหมด 4 ขบวน ประกอบด้วยตู้โดยสาร 3 ตู้มีที่นั่งบริการผู้โดยสารจำนวน 170 ที่นั่งต่อเที่ยว และตู้ขนสัมภาระ 1 ตู้ รวมทั้งหมด 4 ตู้ ให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00-01.00 น. อัตราค่าโดยสาร 150 บาทต่อ เที่ยวเท่านั้น 2. ระบบรถไฟฟ้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือซิตี้ ไลน์ ตัวรถไฟฟ้าเป็นสีขาวคาดสีน้ำเงินเข้ม ข้างตัวรถมีคำว่า “ซิตี้ ไลน์” ภายในตัวรถจะคล้าย ๆ รถไฟฟ้าบีทีเอส มีเก้าอี้ยาวสีน้ำเงินเข้มให้นั่ง รวมทั้งยังมี เสาและหูจับสีเหลืองให้บริการสำหรับคนยืนเป็นระบบรถไฟฟ้าที่เป็นทางเลือกหนึ่งไว้บริการผู้โดยสาร สำหรับผู้ที่ไม่อยากเสียค่าใช้จ่ายแพง โดยมีค่าใช้จ่ายประมาณ 15-45 บาท ใช้เวลาตั้งแต่สถานีต้นทางถึงปลายทางไม่เกิน 30 นาที เริ่มตั้งแต่สถานีต้นทางสถานีพญาไท ราชปรารภ มักกะสัน รามคำแหง หัวหมาก บ้านทับช้าง ลาดกระบัง และมาถึงสถานีสุดท้ายสถานีสุวรรณภูมิ ส่วนการใช้บริการตั๋วโดยสาร หลังจาก รฟท.เปิดใช้อย่างเป็นทางการในเชิงพาณิชย์แล้วนั้น ลักษณะการซื้อตั๋วจะคล้าย ๆ การซื้อตั๋วของรถไฟฟ้าบีทีเอส คือมีทั้งซื้อตั๋วกับเจ้าหน้าที่ หรือการใช้บริการด้วยตัวเองคือ การหยอดเงินแล้วเลือกสถานี แม้ว่าโครงการแอร์พอร์ต ลิงค์ จะทุลักทุเลมาหลายปี แต่มาจนถึงวันนี้... ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องพยายามเดินหน้ากัดฟันให้สามารถเปิดบริการให้ได้ ก็ได้แต่หวังว่าจะมีการเปิดใจยอมรับความจริงกันเสียทีเพราะเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ลงทุนไปนั้นเป็นเงินของคนที่เสียภาษีทุกคน. จิตวดี เพ็งมาก ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับประจำวันที่ 5 ต.ค. 52
หน้าแรก l กองบรรณาธิการ l เกี่ยวกับเรา l คำแนะนำติชม l ติดต่อเรา l ลงโฆษณา l ลงข้อมูลในเว็บ l ทำงานกับเรา l คำถามตอบบ่อย l ข้อบังคับด้านกฎหมาย l Site Map l เว็บพันธมิตร