|  |
|
ปูนช้าง-ปูนอินทรีแหยงต้นทุนพุ่ง! + สวนทางราคา จอดสนิทถูกแช่แข็ง7ปี "ปูนอินทรี"ย้ำถูกกดราคามากผู้ผลิตจะผลิตไม่ได้
|
|
เครือซิเมนต์ไทย โชว์โครงสร้างต้นทุนหลัก 4 รายการ น้ำมัน ถ่านหิน ค่าไฟฟ้า และค่าระวางเรือพุ่งไม่ยั้ง สวนทางราคาปูนซีเมนต์ 7 ปีไม่เคยปรับ ขณะที่ โครงการขนาดใหญ่กว่าจะผุดได้ ปีหน้า ยักษ์"ปูนใหญ่"ทำใจยังต้องเดินแผนธุรกิจต่อเนื่อง อัดทุน 2 ปี 4,500 ล้านบาท พร้อมเคาะโต๊ะโรง2ที่กัมพูชาได้ปลายปีนี้ ด้าน"ปูนอินทรี"ครวญถ้าถูกกดราคามากผู้ผลิตจะผลิตไม่ได้
นายปราโมทย์ เตชะสุพัฒน์กุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจซีเมนต์ เครือซิเมนต์ไทย (SCG Cement)เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ถึงการดำเนินธุรกิจปูนซีเมนต์ว่า ค่อนข้างจะสวนกระแสโลกมากในขณะนี้เนื่องจาก 2-3 ปีที่ผ่านมาราคาวัตถุดิบได้พุ่งสูงขึ้นมาก ในขณะที่ราคาจำหน่ายปูนซีเมนต์ไม่ได้ปรับราคามานาน ถึง7 ปี ทำให้โครงสร้างต้นทุนรวมกับราคาสินค้าไม่สมดุลกัน นับตั้งแต่น้ำมันดิบเมื่อปี 2543 ราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบดูไบและเบรนต์ จาก 20 -30 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์
เรล จนขณะนี้พุ่งสูงขึ้นมาแล้ว 90-100 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ราคาถ่านหินจาก 20-25 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตันก็ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 90-100 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน ขณะที่ค่าไฟฟ้าจากเดิม 1บาท/หน่วย ก็ขยับขึ้นมาเป็น 2บาท/หน่วย ค่าระวางเรือ 5-6 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน กลายเป็นกว่า 30 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน
ทั้งนี้โครงสร้างต้นทุนในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา ไม่สมดุลกับราคาจำหน่ายปูนซีเมนต์ที่ยังไม่มีการปรับราคา โดยราคาจำหน่ายปูนซีเมนต์ในปัจจุบันไม่ต่างไปจากปี 2544 ที่ปูนซีเมนต์ผสมราคา 1,958 บาท/ตัน และราคาปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ อยู่ที่ 2,258 บาท/ตัน หรือราคาเฉลี่ยต่อตันอยู่ที่ 75.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน ซึ่งราคาขายปลีกเปรียบเทียบในกลุ่มอาเซียนราคาในประเทศไทยต่ำสุด(ดูตารางเปรียบเทียบราคา)
ในขณะที่ปีนี้โครงการขนาดใหญ่จะยังไม่เกิดขึ้นเกิดขึ้นเนื่องจากจะต้องผ่านอีกหลายขั้นตอนทั้งการประมูลผู้รับเหมาก่อสร้าง การประกวดราคา กว่าจะเกิดการใช้ปูนซีเมนต์เพื่อการก่อสร้างจริงๆ ก็จะเป็นช่วงไตรมาส 2 หรือไตรมาส 3 ปี2552
อย่างไรก็ตามธุรกิจซีเมนต์ ในเครือซิเมนต์ไทยจำเป็นต้องรับสภาพความไม่สมดุลของต้นทุนกับราคาปูนซีเมนต์โดยบริหารความเสี่ยงของต้นทุนรวมทั้งระบบอย่างระมัดระวัง พร้อมกับต้องเดินแผนธุรกิจไปอย่างต่อเนื่อง โดย 2 ปี(ปี 2551-2552) จะต้องใช้เงินลงทุนรวมจำนวน 4,500 ล้านบาท โดยเงินทุนจำนวน 3,500 ล้านบาท ใช้สำหรับปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานเป็นโครงการต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ที่นำพลังงานความร้อนเหลือทิ้งกลับมาผลิตกระแสไฟฟ้าใหม่ซึ่งปี 2550 ลงทุนไปแล้ว1,800 ล้านบาท
"ผลจากที่ลงทุนเมื่อปีที่แล้วช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้ถึง70 เมกะวัตต์ โดยเป้าหมายปี 2550-2552 จะลดการใช้ไฟฟ้าได้ถึง 100 เมกะวัตต์"
ส่วนเงินลงทุนอีกจำนวน 1,000 ล้านบาท จะใช้สำหรับปรับปรุงเครื่องจักรในธุรกิจซีเมนต์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น รวมถึงการลงทุนเตรียมอุปกรณ์ในการรับของเสียมากำจัด เช่น เศษของเสีย เศษน้ำมันเหลือทิ้ง โดยนำมาใช้เป็นพลังงานทดแทนในรูปแบบไบโมแมส
กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจซีเมนต์ เครือซิเมนต์ไทย กล่าวถึงความคืบหน้าของธุรกิจผลิตปูนซีเมนต์โดยลงทุนตั้งโรงผลิตแห่งที่ 2 ที่ประเทศกัมพูชาว่าในปลายปี 2551 จะได้ข้อสรุปถึงโครงการดังกล่าว หลังจากที่ใช้เวลาศึกษาภาพรวมของตลาดในประเทศกัมพูชามาระยะหนึ่งแล้ว โดยคาดการณ์ว่าถ้าเกิดการลงทุนโรงที่ 2 ขึ้นจะใช้เงินทุนประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3,200 ล้านบาท(อัตราแลกเปลี่ยน32บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ)โดยมีขนาดกำลังผลิต 850,000-900,000 ตัน/ปี ซึ่งเงินลงทุนและขนาดกำลังผลิตจะเท่ากับโรงงานผลิตปูนซีเมนต์โรงแรกที่ผลิตอยู่ในขณะนี้โดยความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศกัมพูชามีจำนวนมาก กว่า 2 ล้านตัน/ปี
สำหรับตลาดส่งออกปูนซีเมนต์ เครือซิเมนต์ไทย ในปีนี้จะส่งออกน้อย โดยลดลงเหลือประมาณ 7.75 ล้านตัน/ปี เทียบกับปี 2550 ที่ส่งออกประมาณ 8 ล้านตัน โดยปริมาณที่ลดลงเกิดจากสัดส่วนที่ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาที่เดิมเคยส่งออกไปประมาณ 1.5-2 ล้านตัน/ปี ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวจะไม่มีการส่งออกไปอีกในปีนี้ เนื่องจากต้นทุนโลจิสติกส์และพลังงานพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ตลาดก่อสร้างในสหรัฐอเมริกาชะลอตัว รวมถึงผลกระทบจากบาทแข็งค่าต่อเนื่อง
"ตลาดส่งออกปูนซีเมนต์เป็นเพียงตลาดเสริมเท่านั้น ซึ่งเอสซีจีต้องการจะออกไปปูฐานไว้ แต่ตลาดในประเทศจะเป็นตลาดหลักที่รองรับให้เพียงพอก่อน โดยภาพรวมมองว่าปีนี้ปริมาณปูนซีเมนต์จะนำไปใช้สำหรับที่อยู่อาศัย เช่นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์และคอนโดมิเนียมในสัดส่วน 50% ระบบโครงสร้างพื้นฐานประมาณ 30% อาคารพาณิชย์และโรงงานอุตสาหกรรม 20% โดยมองว่าปีนี้ ที่อยู่อาศัย บ้านใหม่ งานต่อเติมซ่อมแซมยังขยับตัวได้"
ด้านนางสาวจันทนา สุขุมานนท์ รองประธานบริหาร(ลูกค้าสัมพันธ์) บริษัทปูนซีเมนต์ นครหลวง จำกัด (มหาชน)"ปูนอินทรี" กล่าวว่าขณะนี้ผู้ผลิตปูนซีเมนต์มีความเสี่ยงด้านต้นทุนเชื้อเพลิงมาก ฉะนั้นถ้าถูกกดราคามากผู้ผลิตจะผลิตไม่ได้ เพราะไม่ได้ปรับราคามา 7 ปีแล้ว สวนทางกับราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้นต่อเนื่องทุกปี
"อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์อยู่ในสินค้าควบคุมควรจะมีการปรับราคาขึ้นบ้างค่อยๆปรับขึ้นก็ยังได้ ซึ่งขณะนี้ผู้ผลิตทำเรื่องขอปรับราคาอยู่ รอดูท่าทีกรมการค้าภายในว่าจะพิจารณาอย่างไรต่อไป"
อนึ่งวงการผลิตปูนซีเมนต์คาดการณ์ว่าปี 2551 ภาพรวมความต้องการใช้ปูนซีเมนต์อยู่ที่ 28-29 ล้านตัน/ปี ใกล้เคียงกับปี 2550 ขณะที่กำลังผลิตรวมอยู่ที่ 56 ล้านตัน/ปี
|
ส่งหน้านี้ให้เพื่อน |
ที่มา :
ฐานเศรษฐกิจ
03-04-2551 10:14:32 |
|
 |
|
 |
| |
กฎและกติกาการแสดงความคิดเห็น
- กรุณาใช้คำสุภาพในการแสดงความคิดเห็น งดใช้คำหยาบ ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายต่อบุคคลอื่น,สร้างความแตกแยก หรือ กระทบกับสถาบันอันเป็นที่เคารพของปวงชนชาวไทย
- หากทีมงานเว็บไซต์ ตรวจพบ หรือ มีผู้แจ้ง ทางเว็บไซต์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบออก โดยไม่ต้องแจ้งให้ผู้แสดงความคิดเห็น
- ทุกคำที่แสดงความคิดเห็นนั้น เป็นความรับผิดชอบของผู้แสดงความคิดเห็นแต่เพียงผู้เดียว ทุกความเห็นที่แสดงความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับทางเว็บไซต์นี้โดยเด็ดขาด
- สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎ และถูกดำเนินคดี เจ้าหน้าที่ตำรวจอาจติดต่อขอ IP เพื่อเป็นหลักฐานในการติดตามดำเนินคดีได้
|
|
|
 |
|
 |
|
|
|
|