> ไทยขึ้นแท่นฮับพลังงานเอเชีย-แปซิฟิก
เจ้ากระทรวงหูกวาง-บัวแก้ว แพ็กทีมบินลัดฟ้า 8-9 เม.ย. โรดโชว์ดูไบ หวังดึงดูดนักลงทุนอาหรับ “สันติ” ขนเจ้ากรมในสังกัดไปเพียบ เล็งเจรจา “ดูไบ เวิลด์” ลงทุนโครงการแลนด์บริดจ์ 200,000 ล้าน ขณะที่วงในเผย ดูไบ เวิลด์ สนใจลงทุนทั้งแลนด์บริดจ์-เซาเทิร์น ซีบอร์ด พร้อมโปรยเม็ดเงิน 500,000 ล้านยกระดับภาคใต้เป็นเขตอุตสาหกรรม ขนาดใหญ่-ฮับพลังงานในเอเชีย-เอเชียแปซิฟิก
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า ระหว่างวันที่ 8-9 เม.ย.นี้ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะ จะร่วมเดินทางไปเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กับคณะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อโรดโชว์โครงการต่างๆ แก่นักลงทุนในตะวันออกกลาง โดยการเดินทางในครั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศเป็นเจ้าภาพ นอกจากกระทรวงคมนาคมแล้ว ยังมีกระทรวงอื่นๆ อีก อาทิ กระทรวง อุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรฯ ฯลฯ
ทั้งนี้ ในการเดินทางดังกล่าว รัฐมนตรีว่า การกระทรวงคมนาคม จะเข้าพบกับคณะผู้บริหารของบริษัท ดูไบ เวิลด์ ซึ่งเป็นบริษัทด้านการลงทุนของรัฐบาลดูไบด้วย โดยจะเป็นการหารือร่วมกันในโครงการสำคัญๆ อาทิ โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมระหว่างภาคใต้ฝั่งตะวันออก กับฝั่งตะวันตกหรือ แลนด์บริดจ์ มูลค่าการลงทุนกว่า 200,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการหนึ่งที่ดูไบ เวิลด์ ให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุน นอกจากนี้ ยังมีโครงการรถไฟฟ้า 9 สาย มูลค่ากว่า 700,000 ล้านบาท, โครงการมักกะสันคอมเพล็กซ์ มูลค่าการ ลงทุนกว่า 200,000 ล้านบาท, โครงการรถไฟรางคู่ทั่วประเทศ มูลค่าการลงทุนกว่า 300,000 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณ ภูมิ มูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการที่กล่าว ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นโครงการเมกะโปรเจกต์ ที่ต้องใช้เม็ดเงินลงทุนจำนวนที่สูง ที่ผ่านมามีกองทุน จากต่างประเทศหลายกองทุนให้ความสนใจไม่ว่าจะเป็นกองทุนจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, ญี่ปุ่น, อังกฤษ, ฝรั่งเศส ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กลุ่ม บริษัท ดูไบ ได้ทำหนังสือแจ้งมายังกรมการขนส่งทางน้ำและการ พาณิชยนาวี (ขน.) เพื่อเสนอตัวขอเป็นบริษัทผู้ก่อ สร้าง บริหารจัดการท่าเรือน้ำลึกปากบารา จังหวัด สตูล ซึ่งเดิมมีการศึกษาไว้ว่าภาครัฐจะเป็นผู้ลงทุน โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณการก่อสร้าง 2-3 หมื่น ล้านบาท แต่ผลจากการศึกษาล่าสุดของทาง ขน. เห็นว่า หากภาครัฐลงทุนก่อสร้าง และบริหารจัดการท่าเรือเองไม่น่าจะคุ้มค่า รวมทั้งศักยภาพ ของท่าเรือควรได้รับการส่งเสริม และพัฒนาให้ เป็นท่าเรือที่ใช้ในการจัดตั้งเป็นโรงกลั่นน้ำมัน ลำเลียงขนส่งปิโตรเลียมทางท่อส่งออกผ่านทางจังหวัดสงขลา เพื่อส่งต่อไปจีนและญี่ปุ่น ซึ่งโครง การดังกล่าวถือเป็นโครงการขนาดใหญ่ มีการลง ทุนก่อสร้างกว่า 200,000 ล้านบาท ซึ่งทางกลุ่ม ดูไบก็พร้อมจะเข้ามาลงทุน และบริหารจัดการท่าเรือดังกล่าวอย่างครบวงจร
แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า กลุ่มบริษัทดูไบไม่ เพียงแต่สนใจที่จะลงทุนท่าเรือปากบาราเท่านั้น แต่ยังสนใจที่จะลงทุนโครงการแลนด์บริดจ์ รวมถึงโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ หรือ เซาเทิร์น ซีบอร์ด มูลค่าโครงการกว่า 500,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่มาก และเชื่อว่า กลุ่มดูไบสามารถดำเนินการโครงการนี้ได้โดยไม่มีปัญหาเรื่องเงินลงทุน เนื่องจากเป็น กองทุนที่มีเม็ดเงินจำนวนมหาศาล มีการลงทุนทั่วโลก และการลงทุนทำอะไรแต่ละครั้งต้องทำให้ยิ่งใหญ่ ซึ่งจะเห็นผลงานได้จากโครงการ เดอะปาล์ม หรือ The Palm Jumeirah ที่มีการถมทะเลสร้างบ้านพัก/คอนโดฯ หรู มูลค่าห้องละไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท
รวมทั้งโครงการที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นสุดยอดอีกโครงการก็คือ The World เป็นการออกไปถมทะเลนอกชายฝังหลายสิบกิโลเมตร มีลักษณะเป็น “รูปโลก” ประกอบไปด้วยเกาะทั้งหมด 300 เกาะ แยกตามทวีปและประเทศต่างๆ ให้บรรดามหาเศรษฐีทั้งหลายได้ครอบครอง ซึ่งเท่าที่ทราบมหาเศรษฐกิจเมืองไทยหลายคนแห่ไปจองแล้วเช่นกัน และเมื่อเร็วๆ นี้ยังประกาศแผนการลงทุนโดยเน้นลงทุนในเอเชียเป็นสำคัญโดยเฉพาะในจีนและอินเดียด้วย
ส่วนความเคลื่อนไหวในประเทศไทยนั้น ล่าสุดมีกระแสข่าวว่า ดูไบเวิลด์ ได้เข้ามาจับมือกับทายาทของนายสว่าง เลาหทัย เจ้าของบริษัท ศรี กรุงวัฒนา บริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านการผลิตและค้าปุ๋ยของประเทศ และธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ เพื่อซื้อที่ดินย่านฝั่งธนบุรี มูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงแรมหรูระดับ 6-7 ดาว เป็นโรงแรมที่ดีที่สุดและหรูที่สุดในเมืองไทย และคาดการณ์ว่า การเข้าประมูลงานต่างๆ ในเมืองไทยจะมาในนามของทายาทของนายสว่าง เลาหทัย
กรณีการเข้ามาลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ระหว่างกลุ่มทุนจากจีนและดูไบ ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากกลุ่มใดมากกว่ากัน นั้น แหล่งข่าวกล่าวว่า ตนมองว่า ไทยน่าจะได้ประโยชน์จากกลุ่มทุนทางดูไบมากกว่า เพราะการ เข้ามาลงทุนของจีนเพื่อต้องการลำเลียงสินค้าจากจีนลงสู่ท่าเรือฝั่งอันดามัน เพื่อขนส่งไปยังยุโรป ตะวันออกกลาง ฯลฯ ซึ่งสิ่งที่ไทยจะได้คือ 1.ในแง่เศรษฐกิจในพื้นที่คงไม่ได้อะไรมาก ได้ค่าผ่านทาง ค่าขนถ่ายสินค้าขึ้น-ลงเรือ 2.ค่าแรงงาน ก็ไม่มากเท่าไหร่ 3.ผลประโยชน์จากการค้าการลงทุนก็แทบไม่มี หรือบางทีไทยอาจต้องเสียดุลการค้ากับจีน เพราะสินค้าของไทยกับจีนนั้นคล้ายๆ กัน
แต่หากนักลงทุนจากดูไบเข้ามาลงทุน สิ่งที่ไทยจะได้ คือ 1.เศรษฐกิจในพื้นที่จะดีขึ้น 2.เขาต้องการมาสร้างแหล่งพักน้ำมันขนาดใหญ่ในประเทศไทย เพื่อส่งต่อไปยังประเทศต่างๆ ในเอเชีย-แปซิฟิก 3.ต้องการมาลงทุนเขตอุตสาหกรรม (เซาเทิร์น ซีบอร์ด) ช่วยให้ประชาชนในจังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนในภาคใต้มีงานทำ 4.ร่วมแก้ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 5.ฟื้นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ-แรงงานไทยในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกับประเทศซาอุดิอาระ เบีย และ 6.ผลประโยชน์ทางการค้าระหว่างกัน โดย ไทยสามารถส่งสินค้าเกษตร-อุตสาหกรรมแปรรูป จากการเกษตรไปขายยังประเทศตะวันออกกลางได้ และเท่าที่ทราบทางดูไบ พร้อมที่จะเข้ามาลงทุนโดยให้คนไทยถือสัดส่วนหุ้นข้างมาก 51% ด้วย
แหล่งข่าว จากสำนักงานนโยบายการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวกับ “สยามธุรกิจ” ถึงความ คืบหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า เดิมได้มีการศึกษาไว้ 2 แนวเส้นทางคือ ขนอม-พังงา และขนอม-กระบี่ แต่เนื่องจากติดปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม และการต่อต้านของประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากทั้งกระบี่และพังงา เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของไทย ต่อมากรมขนส่งทางน้ำและการพาณิชยนาวี ได้มีการศึกษาแนวเส้นทางที่ 3 คือ สงขลา-สูตล เป็นเส้นทางที่เหมาะสมที่สุด
เนื่องจากไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ บริเวณ ฝั่งทะเล จ.สตูล มีการศึกษาโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา ซึ่งสามารถทำเป็นท่าเรือขนถ่ายสินค้าขนาดใหญ่ได้ ส่วนฝั่งทะเล จ.สงขลา แม้ว่าน่านน้ำ จะไม่ลึกเท่าใดนัก แต่สามารถสำรวจขยายท่าเรือ ออกไปได้ ทั้งนี้ เชื่อว่าหากโครงการนี้เกิดขึ้นจะเป็น ประโยชน์อย่างมาก เพราะจะทำให้ระบบลอจิสติกส์ ในพื้นที่สะดวก รวดเร็ว และสามารถประหยัดต้นทุนได้อย่างมาก เนื่องจากระยะทางระหว่าง 2 ฝั่งห่างกันประมาณ 120 กม.ก็จะใช้เวลาวิ่งเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น |