"ถ้ารัฐบาลสามารถทำได้ ผมก็เห็นด้วยว่าควรจะมีกฎหมายภาษีที่ดินฯ ขึ้นมา เพราะจะเป็นประโยชน์ ทำให้คนนำที่ดินมาใช้ประโยชน์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างที่เราเห็นในไต้หวันและญี่ปุ่น ที่ปลูกข้าวในเมือง เพราะเขาใช้พื้นที่ที่ว่างให้เป็นประโยชน์ทุกตารางนิ้ว" นายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมบ้านจัดสรร
"การคิดภาษีที่ดินก้าวหน้า น่าจะส่งผลให้นายทุนทั้งหลายชะลอการสะสมที่ดิน และการซื้อเก็บเก็งกำไร ทำให้ชาวบ้านมีโอกาสเข้าถึงที่ดินได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตามการเก็บภาษีที่ได้ไม่ใช่เป็นคำตอบสุดท้ายในการปฏิรูปที่ดิน เพราะรัฐบาลต้องแก้ปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวกับความเป็นธรรมในสังคมไปพร้อมๆ กันด้วย" นายบุญ แซ่จุง เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ โดยรายการ "ตรงประเด็นกับกรุงเทพธุรกิจ" ทางคลื่นเอฟเอ็ม 102 จัดเสวนาโต๊ะกลมหัวข้อ "ถึงเวลาต้องจัดเก็บภาษีที่ดินหรือยัง" โดยผู้เข้าร่วมเสวนาส่วนใหญ่ เห็นว่าถึงเวลาแล้ว และเป็นเรื่องท้าทายของรัฐบาล ที่จะผลักดันอย่างจริงจังในการตรากฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งหากทำสำเร็จ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปที่ดิน รวมทั้งผลักดันให้ใช้ทรัพยากรที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวมต่อไป
ดร.ดวงมณี เลาวกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รูปแบบการจัดเก็บภาษีทั่วไปมาจาก 3 ฐาน ได้แก่ ฐานรายได้ ฐานการบริโภค และ ฐานทรัพย์สิน แต่สำหรับประเทศไทยยังไม่จัดเก็บจากฐานทรัพย์สิน ที่ใกล้เคียงที่สุดคือภาษีบำรุงท้องที่และโรงเรือน และเป็นการจัดเก็บจากฐานรายปี 12.5% ของราคาประเมิน ทำให้เป็นช่องโหว่ให้คนเลี่ยงภาษี
นอกจากนี้ยังมีข้อยกเว้น ค่าลดหย่อนมาก ทำให้ฐานรายได้ไม่ชัดเจน อยู่ในดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ส่งผลให้รายได้ภาษีดังกล่าวจัดเก็บได้ไม่มาก ทั้งราคาประเมินที่ใช้ก็กำหนดมาตั้งแต่ปี 2521-2524 ซึ่งล้าสมัยไปแล้ว ประเทศไทยจึงควรจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตราก้าวหน้า เพื่อเป็นการปฏิรูประบบภาษีของประเทศให้เป็นธรรม ส่วนหนึ่งจะส่งผลให้การใช้ทรัพยากรที่ดินของประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ดร.ดวงมณี กล่าวว่า จากผลการศึกษา ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เก็บจากฐานภาษีที่แท้จริง 3 ด้าน ได้แก่ 1.พื้นที่เกษตร เก็บไม่เกิน 0.05% 2.พื้นที่ที่อยู่อาศัย เก็บไม่เกิน 0.1% และ 3.พื้นที่เพื่อการพาณิชย์ เก็บไม่เกิน 0.5%
ขั้นตอนการจัดเก็บ จะมีคณะกรรมการกลางขึ้นมาพิจารณาอัตราที่เหมาะสมในแต่ละภาคเศรษฐกิจ และความจำเป็นของหน่วยงานท้องถิ่น ที่ต้องทำหน้าที่จัดเก็บ แต่ต้องไม่เกินตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้ท้องถิ่นมีความอิสระทางการคลังมากขึ้น ตามแผนกระจายอำนาจ
"ถามว่าไทยพร้อมแค่ไหน บอกได้ว่าไทยพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ควรจะเริ่มหรือยัง บอกว่า เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ต้องมีระบบต่างๆ มาช่วยดูแลการจัดเก็บรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะสามารถมีรายได้ในการทำประโยชน์ในท้องถิ่น สำหรับประชาชน"
เอกชนแนะปิดจุดบอดให้มากที่สุด
นายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมบ้านจัดสรร กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลถือว่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นการปฏิรูปภาษี รัฐบาลต้องชี้แจงในประเด็นต่างๆ ก่อน เช่น ภาษีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คือ ภาษีโรงเรือน และภาษีบำรุงท้องที่ ไม่ดีหรือเปล่า เมื่อนำมาใช้แล้วจะกระจายรายได้หรือไม่ จะลดช่องว่างในสังคมได้จริงไหม และจะสามารถแก้ปัญหาการกักตุนที่ดิน รวมถึงแก้ปัญหาที่ดินรกร้างว่างเปล่าได้หรือไม่
"ถ้ารัฐบาลสามารถทำได้ ผมก็เห็นด้วยว่าควรจะมีกฎหมายภาษีที่ดินฯ ขึ้นมา เพราะจะเป็นประโยชน์ ทำให้คนนำที่ดินมาใช้ประโยชน์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างที่เราเห็นในไต้หวันและญี่ปุ่น ที่ปลูกข้าวในเมือง เพราะเขาใช้พื้นที่ที่ว่างให้เป็นประโยชน์ทุกตารางนิ้ว"
นอกจากนี้ รัฐบาลต้องแก้ปัญหาเรื่องของการเสียภาษีที่ซ้ำซ้อน รวมถึงราคาประเมินที่ดิน ที่ปัจจุบันนี้จะประเมินไม่ถึง 50% ของ 30 ล้านแปลงทั่วประเทศ ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะประเมินได้ครบ แถมการประเมินยังไม่ชัดเจน ไม่ได้ลงลึกรายละเอียดนัก
อีกทั้งอัตราภาษีควรกำหนดตามสภาพแวดล้อมของการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ และยังเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการกำหนดแนวทางการพัฒนาของแต่ละพื้นที่ได้ด้วย
"พิเชษฐ"ติงไม่ควรให้ท้องถิ่นเก็บ
นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เขาไม่ได้เห็นด้วย หรือคัดค้านการออกภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แต่ก็ต้องการให้รัฐบาลรอบคอบก่อนออกกฎหมายที่จะส่งผลกระทบในวงกว้าง และรายได้ที่จะได้เข้ามานั้นคุ้มค่าหรือไม่ด้วย
ปัจจุบันภาษีโรงเรือนและบำรุงท้องที่ ได้จัดเก็บแต่ละปีประมาณ 2 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อลงลึกในรายละเอียด จะพบว่า เป็นภาษีที่เก็บได้เฉพาะใน กทม. และเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น แต่เมืองเล็ก หรือเขตชนบท มีเพียงหลักแสนบาทเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังมีอุปสรรคในการจัดเก็บ กรณีที่กฎหมายกำหนดให้ท้องถิ่นเป็นผู้จัดเก็บ ซึ่งถือว่าเป็นการโยนภาระไปให้ท้องถิ่น ที่อาจจะไม่ได้ผล ท้องถิ่นไม่กล้าจัดเก็บ จะเกิดการต่อต้านจากคนในพื้นที่ เพราะผู้บริหารองค์กรส่วนท้องถิ่นจะต้องคำนึงถึงฐานเสียงของตัวเอง ขณะเดียวกันปัจจุบันนี้พบว่าที่ดินทั่วประเทศมากกว่า 50% ยังไม่มีเอกสารสิทธิ ไม่สามารถไปจัดเก็บภาษีได้ ทางออกต้องให้กรมสรรพากร เป็นผู้ดำเนินการเหมือนเดิม แล้วส่งคืนให้ท้องถิ่น
ชาวบ้านชี้เข้าถึงที่ดินมากขึ้น
นายบุญ แซ่จุง เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาษีที่ดินจะเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิรูปที่ดิน เพื่อให้ประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกินสามารถมีที่ดินทำกินได้ง่ายขึ้น จากปัจจุบันทรัพยากรที่ดินถูกดึงเข้าสู่ระบบทุนนิยม บรรดานายทุนมุ่งครอบครองที่ดินไม่มีที่สิ้นสุด พร้อมๆ กับถูกนำไปปั่นราคาจนชาวบ้านไม่สามารถเข้าถึงที่ดินได้
"การคิดภาษีที่ดินก้าวหน้า น่าจะส่งผลให้นายทุนทั้งหลายชะลอการสะสมที่ดิน และการซื้อเก็บเก็งกำไร ทำให้ชาวบ้านมีโอกาสเข้าถึงที่ดินได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตามการเก็บภาษีที่ได้ไม่ใช่เป็นคำตอบสุดท้ายในการปฏิรูปที่ดิน เพราะรัฐบาลต้องแก้ปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวกับความเป็นธรรมในสังคมไปพร้อมๆ กันด้วย"
"ถามว่าไทยพร้อมแค่ไหน บอกได้ว่าไทยพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ควรจะเริ่มหรือยัง บอกว่า เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ต้องมีระบบต่างๆ มาช่วยดูแลการจัดเก็บรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะสามารถมีรายได้ในการทำประโยชน์ในท้องถิ่น สำหรับประชาชน" ดร.ดวงมณี เลาวกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์