บิ๊กจัดสรรหลายราย ต่างหาวิธีจัดการควบคุมคุมค่าใช้จ่าย ด้วยการล็อกต้นทุนอนาคตไว้ ขณะที่กลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างต้องรับภาระ"ต้นทุนส่วนต่าง"
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : การล็อกราคาล่วงหน้านั้นไว้ จึงต้องเร่งหาวิธีรัดเข็มขัด พร้อมโอดครวญว่าเจ้าของโครงการ กดราคา จ่ายค่าก่อสร้างต่ำ แต่ใช้ค่าการตลาดจนบวม ทำกำไรตกต่ำ
ปัจจัยเรื่อง "ต้นทุน" ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ยังคงเป็นประเด็นร้อนที่ยังต้องพูดถึง แต่ที่ผ่านมาเสียงจากฝั่งผู้ประกอบการ อาจจะดังกว่าฝั่งผู้รับเหมาก่อสร้าง แม้ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ที่ต้องแบกรับภาระหนักแท้จริง อาจเป็นฝั่งผู้รับเหมาฯ เพราะราคาที่เจรจากับเจ้าของโครงการไว้ก่อน ย่อมเป็นราคาของ "ต้นทุนวันนั้น" ไม่ใช่ราคา"ต้นทุนอนาคต" เมื่อวัสดุก่อสร้างหลายรายการปรับตัวขึ้น ผู้รับเหมาจึงต้องพบกับ" ต้นทุนส่วนต่าง" ที่เพิ่มขึ้นจากราคาที่ตกลงไว้เดิม จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลย หากจะเริ่มได้ยินเสียงโอดครวญจากฝั่งผู้รับเหมาฯบ้าง
"วัสดุก่อสร้างปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะเหล็กกระทบหนักสุด ยิ่งผู้ประกอบการรายใหญ่หลายราย มีนโยบายล็อกราคาเหล็กไว้ล่วงหน้า ซื้อตุนไว้ ยิ่งทำให้ดีมานด์สูงขึ้น และราคาก็จะยิ่งขยับตัวเร็วขึ้นไปอีก" แหล่งข่าวจาก บริษัท คริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวพร้อมขยายความว่า
ที่ผ่านมาการที่ต้นทุนวัสดุก่อสร้างปรับตัวสูงไปนั้น ผู้ที่แบกรับภาระต้นทุนต่างๆ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้รับเหมา เพราะผู้ประกอบการจะทำสัญญาที่ราคาค่าก่อสร้างในปัจจุบัน และขอราคาเดิมยาวจนกว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จ ซึ่งต้นทุนอนาคต เป็นสิ่งที่ผู้รับเหมาต้องแบกรับไว้เอง ในขณะที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะโอดครวญว่า การที่ต้นทุนปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเช่นนี้ ส่งผลกระทบต่อ "กำไร" ต้นทุนก่อสร้างทำให้ "กำไรหด"
แต่ความเป็นจริงแล้ว เหตุผลที่กำไรหดหายของผู้ประกอบการ คงอยู่ที่การอัดแคมเปญโปรโมชั่นอย่างดุเดือด การโหมโปรโมทโครงการผ่านสื่อ "แมส มีเดีย" อย่างโฆษณาทางโทรทัศน์ มีต้นทุนค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่สูงมาก โดยเฉพาะการโหมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ให้กับกลุ่มโครงการคอนโดมิเนียมต่างๆ ด้วยภาวะการแข่งขันที่สูงมาก จำนวนโครงการใหม่ จากหลากหลายผู้ประกอบการ ทำให้จำเป็นต้องเพิ่มแรงในการทำโปรโมชั่นทุกรูปแบบ ทั้ง โปรโมท ปั้นแบรนด์ผ่านสื่อ ทั้งอัดส่วนลด ของแถม ณ โครงการ ซึ่งเป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายที่กระทบต่อกำไรทั้งสิ้น เพราะกำไรเบื้องต้น ของดิเวลอปเปอร์ส่วนใหญ่จะยังคงอยู่ที่ 30% แต่กำไรสุทธิจะถูกหั่นลงไปจากค่าใช้จ่ายดังกล่าว
ขณะที่ต้นทุนการก่อสร้างเจ้าของโครงการ ย่อมเจรจาให้ได้ราคาที่ดีที่สุด ซึ่งบางครั้ง ในฝั่งผู้รับเหมามองว่าเป็นภาวะของการ "กดราคา" ก่อสร้างที่มากเกินไป โดยเฉพาะในตลาด "ซิตี้ คอนโด" ราคาประมาณ 1-3 ล้านบาท ผู้รับเหมาถูกบีบให้รับในราคาที่ประมาณ 13,000 - 14,000 บาทต่อตารางเมตร แต่โครงการต่างๆ เหล่านี้ เปิดขายกันอยู่ที่ราคา 70,000 - 80,000 บาทต่อตารางเมตร
สมชาย ศิริเลิศพานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้รับเหมาจะต้องปรับตัวรับกับภาวะที่ต้นทุนวัสดุก่อสร้างพาเหรดกันขึ้นอย่างไร้ทิศทาง ซึ่งการที่เซ็นสัญญาตกลงราคากับเจ้าของโครงการไปเรียบร้อยแล้ว จะขอปรับราคาขึ้นระหว่างงานก่อสร้างไม่ได้ แม้ว่าในความเป็นจริง ต้นทุนวัสดุก่อสร้างต่างๆ จะปรับตัวขึ้นต่อเนื่องก็ตาม โดยเฉพาะกลุ่มผู้รับเหมารายใหญ่ ถ้าสัญญาไว้ที่ราคาใดแล้วก็จะต้องเป็นราคานั้นตลอดระยะเวลาการก่อสร้าง
"ถ้าเป็นผู้รับเหมารายย่อย คงสามารถขอปรับราคากลางทางได้ แต่เราในฐานะรายใหญ่ ไม่สามารถทำได้ สิ่งที่เราทำได้ คงมีเพียงการหันมาดูตัวเราเอง หันมาคุมต้นทุนของตัวเราเองอย่างเข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะการบริหารจัดการวัสดุก่อสร้างอย่างมีประสิทธิภาพ"
วัสดุก่อสร้างที่ผู้รับเหมาและเจ้าของโครงการกังวลหลักๆ อยู่ที่เหล็กกับน้ำมัน ส่วนปูนซีเมนต์ยังไม่อยู่ในภาวะที่ต้องกังวล เพราะหากจะมีการปรับราคาขึ้น จะต้องมีการแจ้งให้ตลาดรู้ล่วงหน้าก่อน แต่ราคาเหล็กกับน้ำมัน ผันผวนตามดีมานด์มาก ราคาเหล็กปัจจุบันอยู่ที่ 28 บาทต่อกิโลกรัม มีแนวโน้มจะขึ้นต่อเนื่องไปอีก ซึ่งซินเท็คจะใช้วิธีคำนวณปริมาณการใช้ โดยปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 2-3 พันตันต่อเดือน แล้วจะกั้นงบประมาณไว้ที่ราคาเฉลี่ย 30 บาทต่อกิโลกรัม หรือมีมูลค่าประมาณ 90-100 ล้านบาทต่อเดือน สำหรับการซื้อเหล็กไว้ใช้ต่อเดือน
เหล็กเป็นวัสดุสร้างที่ใช้กับโครงสร้างของงานก่อสร้างเป็นหลัก มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 15% ของงานก่อสร้างทั้งหมด ถ้าสามารถขึ้นโครงสร้างได้รวดเร็วและตามกำหนดเวลา ก็จะช่วยคุมต้นทุนของราคาเหล็กในช่วงงานก่อสร้างไว้ได้ และเมื่อผ่านช่วงของการขึ้นโครงสร้างแล้ว ความผันผวนในด้านต้นทุนต่างๆ ก็จะลดน้อยลง
สมชาย กล่าวว่า ปัจจุบันงานที่อยู่ระหว่างก่อสร้างของซินเท็คมีอยู่กว่า 27 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่งานก่อสร้างผ่านช่วงของการขึ้นโครงสร้างไปแล้ว จึงได้รับผลกระทบจากต้นทุนใหม่น้อย คงมีเพียง 7-8 โครงการเท่านั้น ที่ยังอยู่ระหว่างการขึ้นโครงสร้าง และได้รับผลกระทบจากต้นทุนใหม่ไม่ต่ำกว่าหลัก 10 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งซินเท็คพยายามรักษาระดับของอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ 15% และกำไรสุทธิที่ 6% และตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 10-15% จากรายได้ 5,370.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2549 จำนวน 2,010.24 ล้านบาท หรือคิดเป็น 59.83%
"แม้ว่าสัดส่วนตัวเลขกำไรจะไม่สูงนัก แต่ถ้ามีปริมาณโครงการที่มากพอกับการจัดการที่ดี ภายใต้สัดส่วนกำไรดังกล่าวถือว่ายังดีอยู่"
ด้านโครงการบ้านเอื้ออาทร ที่เป็นหนึ่งในโครงการที่ต้องได้รับผลกระทบจากภาระต้นทุนขึ้น โดยปัจจุบันราคาที่ผู้รับเหมาได้รับอยู่ที่ 4.2 แสนบาทต่อยูนิต ถือว่าเป็นราคาที่รับได้ยากแล้วหากเป็นล็อตใหม่ ซึ่งหากรัฐบาลจะเข็นโครงการดังกล่าวต่อ คงต้องเริ่มเจรจาเรื่องราคาใหม่อีกครั้ง แต่ในส่วนของล็อตเดิม ก็ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จตามสัญญา
ซินเท็ครับงานบ้านเอื้ออาทร 4 โครงการ รวมจำนวน 1.3 หมื่นยูนิต ประกอบด้วย 1.โครงการที่กำแพงแสน จำนวน 300 ยูนิต ก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมส่งมอบแล้ว 2.โครงการที่บางนา 5,200 ยูนิต แล้วเสร็จ 85% คาดว่าจะส่งมอบได้ภายในอีก 3-4 เดือน 3. โครงการที่ลาดกระบัง 7,000 ยูนิต แล้วเสร็จ 50% คาดว่าจะส่งมอบได้ภายในสิ้นปีนี้ และ 4.โครงการที่เชียงใหม่ 500 ยูนิต อยู่ระหว่างดำเนินการ |