หลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองในช่วงปลายปี49 ส่งผลให้มีการเปลี่ยนคณะรัฐบาล โดยมีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ขึ้นมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่บริหารประเทศต่อจากรัฐบาลชุดเดิม การตรวจสอบการทำทุจริตในโครงการบ้านเอื้ออาทรก็เริ่มเดินเครื่อง อย่างต่อเนื่องหลังจากที่มีกระแสข่าวการทุจริตเรียกเก็บเงินค่าหัวคิว จากการอนุมัติโครงการบ้านเอื้ออาทร และการอนุมัติโครงการซ้ำซ้อนในพื้นที่เดียวกัน จนส่งผลให้เกิดความต้องการ(ดีมานด์)เทียมในพื้นที่ จนทำให้เกิดภาวะบ้านเอื้ออาทรล้นตลาด (โอเวอร์ซับพลาย) จนส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อการเคหะแห่งชาติ (กคช.)ในฐานะหน่วยงานารับผิดชอบโครงการดังกล่าว
โดยรัฐบาลรักษาได้สั่งการให้คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เข้ามาดำเนินการตรวจสอบการทำทุจริตดังกล่าว และเพื่อเป็นการแก้ปัญหาในโครงการบ้านเอื้ออาทร กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งกคช.สังกัดอยู่ ได้สั่งการให้มีการทบทวนและประมวลปัญหาในโครงการบ้านเอื้ออาทรทั้งหมด เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหา
จากการทบทวนโครงการทั้งหมดพบว่า ปัญหาหลักๆในโครงการบ้านเอื้ออาทรดังกล่าวคือ การปั้นดีมานด์เทียมขึ้นมา จนส่งผลให้มีการก่อสร้างโครงการบ้านเอื้ออาทรทับซ้อนในพื้นที่เดียวกัน เนื่องจากวิธีการดำเนินการโครงการบ้านเอื้ออาทร เป็นการเปิดรับซื้อโครงการจากบริษัทรับเหมาก่อสร้างแบบเทิร์นคีย์ หรือเป็นระบบการเปิดให้เอกชนเสนอขายที่ดินพร้อมการสร้างยอดขาย(พรีเซล)โครงการที่เสนอขาย ซึ่งหากโครงการใดมีการจองซื้อหรือแสดงความต้องการมากกว่าจำนวนหน่วยที่เสนอขายเป็น2เท่า กคช.ก็จะอนุมัติรับซื้อโครงการและให้เอกชนดำเนินการก่อสร้างโครงการได้
ในขณะที่มีเอกชนหลายๆ ราย เปิดพรีเซลโครงการในพื้นที่เดียวกัน แต่มีกลุ่มผู้แสดงความต้องการเป็นกลุ่มเดียวกัน และไปลงชื่อจองซื้อโครงการไว้ทุกโครงการที่มีการเปิดพรีเซลในทุกๆพื้นที่ ซึ่งเป็นการเผื่อไว้ในกรณีที่โครงการที่ลงชื่อไว้เต็ม
...นี้ คือ จุดอ่อนของการบริหารจัดการโครงการบ้านเอื้ออาทร ทำให้มีดีมานด์เทียมเกิดขึ้น และเมื่อมีการก่อสร้างโครงการจริง ปรากฏว่าซับพลายที่สร้างออกมามีมากกว่ากำลังซื้อจริง ทำให้ต้องมีการทบทวนจำนวนการก่อสร้างและสำรวจความต้องการซื้อในพื้นที่กันใหม่
นอกจากนี้ ปัญหาการทิ้งบ้านในโครงการของผู้ได้สิทธ์ เนื่องจากไม่สามารถส่งค่างวดต่อได้ ส่งผลให้กคช.ต้องนำเงินตั้งสำรองในการซื้อคืนบ้านเอื้ออาทรจากสถาบันการเงิน ในกรณีที่ผู้ได้สิทธิ์ไม่ส่งค่างวดตามกำหนด หรือขาดส่งค่างวดเกิน3เดือน ในขณะนี้เงินตั้งสำรองงวดแรกที่ตั้งไว้ 300 ล้านบาทนั้น ถูกใช้ไปหมดแล้ว???
จนสุดท้าย ต้องมีการเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในการขออนุมัติกู้เงินตั้งสำรองในการซื้อคืนบ้านเอื้ออาทรเพิ่มอีก 480 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการไม่ปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินให้แก่ผู้ได้สิทธิ์จองซื้อบ้านเอื้ออาทร เพราะมีคุณสมบัติไม่ตรงตามข้อกำหนดของสถาบันการเงินโดยเฉพาะในกรณีของรายได้หรือความสามารถในการผ่อนส่งของผู้จองสิทธิ์ไม่ถึงตามกำหนด
ทั้งนี้ จากปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว คณะกรรมการแก้ปัญหาบ้านเอื้ออาทรซึ่งมี นายขวัญสรวง อติโพธิ์ เป็นประธานการดำเนินการ ได้สรุปปัญหาทั้งหมด และเสนอแนวทางการแก้ไข ออกเป็น 4 แนวทางหลักๆ ซึ่งได้รับการอนุมัติจากครม.แล้วในช่วงที่ผ่านมา คือ การลดจำนวนหน่วยที่จะสร้างลง , อนุมัติให้มีการปรับเปลี่ยนแบบแปลน, เพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชี, และอนุมัติให้ศึกษาและเจรจากับธนาคารในเรื่องการหาอัตราดอกเบี้ยต่ำ และรัฐบาลถูกกำหนดให้แบกรับส่วนต่างดอกเบี้ยส่วนเกิน
โดยครม.ได้อนุมัติให้ กคช. ลดจำนวนหน่วยการสร้างบ้านเอื้ออาทรจาก 600,000 หน่วยเศษ เหลือกว่า 300,000 หน่วย ซึ่งได้ก่อสร้างเสร็จแล้ว 78,000 หน่วย นอกจากนี้ ยังอนุมัติให้ทั้งกคช.และเอกชน ที่เสนอเข้ามาดำเนินการโครงการ สามารถปรับเปลี่ยนแบบแปลนบ้านในโครงการได้ และสามารถปรับราคาขายขึ้นได้ เช่น 7 แสนบาท หรือ 1 ล้าน บาทตามต้นทุน หรือกำหนด(สเปค)วัสดุที่นำมาก่อสร้าง ซึ่งจะช่วยให้ขยายฐานลูกค้าผู้ซื้อบ้านในโครงการได้มากขึ้น จากเดิมกำหนดรายได้ต่อครอบครัวอยู่ที่ 20,000 บาทต่อเดือน อาจจะเพิ่มเป็น 30,000 บาทต่อเดือน และเปลี่ยนชื่อบ้านเอื้ออาทรเป็นโครงการเคหะชุมชน
นอกจากนี้ ครม.ยังมีมติอนุมัติให้ กคช. ทำการศึกษาหรือเจรจากับทางธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) เพื่อหามาตรการในการช่วยเหลือดอกเบี้ยต่ำ ให้แก่ประชาชนที่กู้ซื้อบ้านจากโครงการบ้านเอื้ออาทรดังกล่าว เพื่อให้มีอัตราค่าผ่อนชำระต่องวดไม่เกิน 1,500-1,800 บาท ซึ่งวิธีการนี้จะทำได้ก็ต่อ เมื่อให้รัฐบาล มาแบกรับส่วนต่างของดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น จากฐานดอกเบี้ยเดิมที่กำหนดอยู่ประมาณ 4% ซึ่งต้องรอรัฐบาลหลังการเลือกตั้งเข้ามาจัดการ และเห็นว่าเรื่องนี้ กคช.ไม่ควรเข้ามาเป็นผู้ดำเนินการปล่อยสินเชื่อโครงการดัวยตัวเอง
ดึงครม.อนุมัติออกบอนด์อุ้มคนกู้ซื้อบ้านเอื้อฯ
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีการอนุมัติก่อสร้างโครงการบ้านเอื้ออาทรไปแล้วกว่า400,000 หน่วยในช่วงก่อนหน้าในปี2549 ตามจำนวนที่กคช. มีการรับซื้อโครงการจากบริษัทเอกชนและมีการเซ็นสัญญาก่อสร้างโครงการแล้วนั้น จนถึงปัจจุบันมีผู้ได้สิทธิ์ในการซื้อบ้านที่ดำเนินการก่อสร้างไปแล้ว และบ้านเอื้ออาทรที่ก่อสร้างเกินความต้องการจริง ซึ่งส่งผลให้มีอาคารคงค้างเกิดขึ้นจากปัจจัยดังกล่าว
ซึ่งปัญหาการคงค้างของอาคารดังกล่าวนั้น นายพิทยา เจริญวรรณ รองผู้ว่าการกคช. แจงถึงแนวทางการแก้ไขว่า กคช.ได้ประชุมท็อปทีม และขออนุมัติจัดตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาอาคารคงค้างบ้านเอื้ออาทร และมีการเรียกประชุมคณะปฏิบัติการ4 ภาค ประกอบด้วยภาคเหนือ ,ภาคกลาง ,ภาคตะวันออก และภาคใต้ เพื่อดำเนินการช่วยเหลือและแก้ปัญหากลุ่มลูกค้าบ้านเอื้ออาทรที่ติดภาระการขอกู้ไม่ผ่าน เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือไม่ผ่านการประเมินของสถาบันการเงิน เพราะมีรายได้ต่ำกว่าที่กำหนดไว้ รวมถึงการแก้ปัญหาอาคารคงเหลือที่ยังไม่มีการจองซื้อ
โดย กคช.ได้ดำเนินการเปิดรับลูกค้าที่ต้องการจองซื้อบ้านเอื้ออาทรทั่วประเทศ ให้แก่ลูกค้าที่กู้ไม่ผ่านแต่ต้องการซื้อโครงการบ้านเอื้ออาทรดังกล่าว ในรูปแบบการเช่าซื้อระยะยาว 30 ปี โดยสามารถกู้เงินกับกคช.ได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านการกู้ผ่านธนาคารหรือสถาบันการเงิน ปัจจุบันจำนวนอาคารที่ก่อสร้างเสร็จแล้วในโครงการบ้านเอื้ออาทรทั้งสิ้นมีจำนวน 75,000 หน่วย โดยมีอาคารคงที่ยังไม่สามารถส่งมอบได้ 25,000 หน่วย แบ่งออกเป็น2 ส่วน ประกอบด้วย อาคารคงค้างจากการกู้ไม่ผ่านของผู้จองสิทธิ์ซื้อบ้านเอื้ออาทรจำนวน 15,000 หน่วย และอาคารคงค้างเพราะยังขายไม่ได้ 10,000 หน่วย
สำหรับจำนวนอาคารคงค้างดังกล่าวนั้น กคช.ได้เปิดให้จองซื้อทั่วประเทศ โดยประชาชนที่ต้องการซื้อบ้านเอื้ออาทรที่ยังคงค้างได้ที่สำนักงานขายของโครงการในพื้นที่ ส่วนงบประมาณที่นำมาใช้ปล่อยกู้ให้แก่ประชาชนในรูปแบบการเช่าซื้อระยะยาวที่กู้ไม่ผ่านนั้น คาดว่าจะใช้วงเงินประมาณ 7,000-8,000 ล้านบาท โดยงบประมาณนั้น กคช.จะขออนุมัติ ต่อ ครม. เพื่อออกพันธบัตรเงินกู้ระยะยาว ซึ่งมี 2 รูปแบบคือ ให้กระทรวงการคลังค้ำประกัน หรือให้ กคช. ออกพันธบัตรเอง ซึ่งกคช.สามารถดำเนินการได้ตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การเคหะฯ
โดยวงเงินที่คาดว่าจะมีการออกพันธบัตรดังกล่าวนั้นจะมีวงเงินประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขออนุมัติจาก ครม. สำหรับสาเหตุที่ กคช. มีการดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยการเปิดให้เช่าซื้อระยะยาวไปก่อนนั้น เนื่องจากต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ เพราะอย่างไรก็ตามปัญหาดังกล่าวจะต้องมีการดำเนินการแก้ไขอยู่แล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าจะใช้เงินจากการออกพันธบัตร โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกันหรือการเคหะฯจะเป็นผู้ออกพันธบัตรเองเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักของกคช. ในขณะนี้คือ การหาเงินมาใช้หนี้จากการกู้ยืมสถาบันการเงิน เพื่อก่อสร้างโครงการบ้านเอื้ออาทรจำนวน 40,000 ล้านบาท ซึ่งหลังจากที่ครม.อนุมัติให้ลดจำนวนการก่อสร้างโครงการบ้านเอื้ออาทรจากเดิม 600,000 หน่วยเหลือ 300,000 หน่วยนั้น คาดว่าจะทำให้หนี้จากการกู้ยืมกับสถาบันการเงินลดลงกว่า 30-40% ส่งผลให้จากนี้ไป กคช. ต้องดำเนินการในเชิงรุกในเชิงธุรกิจเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา กคช.มุ่งดำเนินการบ้านเอื้ออาทรเป็นหลัก ซึ่งการมุ่งดำเนินงานในเชิงธุรกิจนี้เพื่อหาเงินมาใช้หนี้ดังกล่าวซึ่งมีดอกเบี้ยต่อเดือนสูงถึง 1.5 ล้านบาท
นอกจากนี้ ผลจากการที่ ครม.มีมติอนุมัติให้ลดจำนวนหน่วยก่อสร้างบ้านเอื้ออาทรลงเหลือ 300,000 หน่วย จากเดิม 600,000 หน่วยนั้น อาจจะส่งผลให้ กคช. ต้องตกอยู่ในฐานะของจำเลยที่จะถูกยื่นฟ้องจากบริษัทเอกชนที่มีการเซ็นสัญญาก่อสร้างโครงการบ้านเอื้ออาทร ในฐานะที่ได้รับความเสียหายจากการถูกยกเลิกก่อสร้างโครงการตามมติ ครม. เนื่องจากมีการเซ็นสัญญาก่อสร้างไว้แล้ว ปัญหาโครงการบ้านเอื้ออาทรยังไม่หมดลงเพียงเท่านี้ เมื่อล่าสุดคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สวล.) ออกมายืนยันว่าโครงการบ้านเอื้ออาทรจะต้องดำเนินการจัดทำ รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ (อีอาร์เอ) ในโครงการบ้านเอื้ออาทรทั้งหมด 145 โครงการ ซึ่งขณะนี้โครการทั้งหมดที่มีการจัดทำรายงานอีอาร์เอ นั้นมีเพียง10 โครงการนั้น ทำให้ในช่วงที่ผ่านมา กคช. เสนอขออนุโลมต่อที่ประชุมครม.ในการจัดทำสวล.ต่อคณะกรรมการ สวล.ที่ต้องดำเนินการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั้งหมดในทุกโครงการ ปรับมาให้สามารถจัดทำแบบยกล็อตเพื่อลดระยะเวลาจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม เนื่องจากรูปแบบโครงการทั้งหมดมีรูปแบบเดียวกัน
โดยได้ยกเอามาตรา46วรรค3 ที่ว่าด้วย ในกรณีที่โครงการหรือกิจการประเภทหรือขนาดใด หรือที่จะจัดตั้งขึ้นในพื้นที่ใด มีการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมไว้แล้ว และเป็นมาตรฐานที่สามารถใช้กับโครงการหรือกิจการประเภทหรือขนาดเดียวกัน หรือในพื้นที่ลักษณะเดียวกันได้ ทางรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ อาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้โครงการหรือกิจการในทำนองเดียวกัน ได้รับยกเว้น ไม่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ สิ่งแวดล้อมก็ได้ แต่ทั้งนี้ โครงการหรือกิจการนั้นจะต้องแสดงความยินยอมปฏิบัติ ตามมาตรการต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการนั้นตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนด มาใช้เป็นมาตรฐานในการขออนุโลม
แต่อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ครม.ได้มีมติให้ กคช. ต้องดำเนินการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามที่ สวล. ออกมายืนยันในทุกโครงการ ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะทำให้ ในปี2551นี้ กคช.จะต้องเร่งดำเนินการแก้ปัญหา สวล.และการหารายได้มาใช้หนี้ ก้อนโตจากการกู้ยืมสถาบันการเงินสูงถึง 40,000 ล้านบาท นอกจากนี้ปัญหาในการก่อสร้างโครงการและการหาแหล่งเงินกู้ให้ผู้ได้สิทธิ์ รวมถึงการหาวงเงินในการก่อสร้างโครงการบ้านเอื้ออาทรต่อนั้น ยังเป็นปัญหาหลักที่หนักอึ้งของกคช.ในปีหน้าเช่นเดียวกัน ซึ่งปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ต้องจับตากันต่อไปว่า รัฐบาลชุดใหม่ที่เข้ามาบริหารประเทศจะมีแนวทางหรือนโยบายอย่างไร ในการแก้ปัญหาโครงการประชานิยมโครงการนี้ |