กฎกระทรวง กำหนดการรับน้ำหนัก ความต้านทาน ความคงทนของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว พ.ศ.2550
กฎกระทรวงฯต้านแผ่นดินไหว จะควบคุมพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวและรับรู้สึกได้จากแรงสั่นสะเทือน โดยทุกอาคารที่อยู่ในข่าย จะ ต้อง ยื่นแบบรายการคำนวณอาคารและสิ่งปลูกสร้างเผื่อรับแรงแผ่นดินไหวเพิ่มเติม จากอาคารที่ก่อสร้างปกติทั่วไป ด้วยการจ้างวิศวกรคำนวนตามมาตราฐานที่กรมโยธาธิการกำหนด พร้อมกับ แบบขออนุญาตปลูกสร้างอาคาร นั้นๆ เช่น โครงสร้าง เสา คาน ฐานราก จะต้องเพิ่ม เหล็ก, เหล็กเส้น แผ่นพื้น เพื่อยึดเกาะมากขึ้น กว่าปกติ ซึ่งจะเป็นเท่าไหร่จะต้องให้วิศวกรเป็นผู้คำนวณ เพราะแต่ละอาคาร ลักษณะการใช้ประโยชน์และรูปแบบมาตราฐานจะแตกต่างกัน
สำหรับ พื้นที่ที่อยู่ในข่ายที่ต้องปฎิบัติตามกฎกระทรวงต้านทานแผ่นดินไหว ฯ จะแยกประเภท ไว้ชัดเจน ได้แก่ บริเวณที่เฝ้าระวัง หรือ บริเวณที่อาจได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ได้แก่ จังหวัดกระบี่ ชุมพร พังงา ภูเก็ต ระนอง สงขลา และสุราษฎร์ธานี เนื่องจากก่อนหน้านี้ ได้เกิดผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิ และมีการคาดการว่าอาจเกิดเหตุการณ์นี้ซ้ำอีก ส่วนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร จัดอยู่ในพื้นที่ที่เป็นดินอ่อนมากหรือ บริเวณที่ 1 ที่อาจได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวระยะไกล
ส่วนบริเวณที่2หรือ บริเวณที่ใกล้รอยเลื่อน ที่อาจได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และลำพูน และ หากก่อสร้างอาคารในพื้นที่เสี่ยงดังกล่าว ทุกอาคารจะต้องเผื่อรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวตามกฎกระทรวงฯ ได้แก่ อาคารสาธารณะ เช่นสถานพยาบาล โรงไฟฟ้า โรงผลิตและเก็บน้ำประปา อาคารเก็บวัตถุอันตราย เช่นวัตถุระเบิด วัตถุไวไฟ วัตถุมีพิษ อาคารสาธารณะที่มีผู้ใช้อาคารตั้งแต่ 300 คนขึ้นไป ได้แก่โรงมหรสพ หอประชุม หอศิลป์ พิพิธภัณฑสถาน หอสมุด ศาสนสถาน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า อาคารจอดรถ อาคารสูงตั้งแต่ 15เมตรขึ้นไป(อาคารสูงตั้งแต่5ชั้น) อาคารที่มีผู้ใช้อาคารตั้งแต่ 5,000คนขึ้นไป เขื่อน สะพานหรือทางยกระดับ สถานศึกษา ศูนย์เด็กอ่อน อัตจรรย์ ฯลฯ อย่างไรก็ดี กฎกระทรวงฯฉบับดังกล่าวได้แก้ไขเพิ่มเติม กฎกระทรวง ฉบับเก่าปี 2549 โดยเพิ่มพื้นที่ควบคุมความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวเพิ่มขึ้น จากเดิม ที่ควบคุมไว้เพียง 10 จังหวัดเท่านั้น คือ ภาคเหนือ 9 จังหวัด และ ภาคกลาง 1 คือ กาญจนบุรี โดยก่อนหน้านี้ไม่มี กรุงเทพมหานคร และปริมณฑลแต่อย่างใด
สำหรับการออกแบบโครงสร้างอาคารนั้น กฎกระทรวงบังคับว่า เจ้าของอาคาร จะต้องจัดรูปแบบเรขาคณิต เช่น รูปทรงอาคาร สี่เหลี่ยม ผืนผ้า สี่เหลี่ยมจัตรัส ฯลฯ ที่ ไม่ใช่อาคารที่ออกแบบรูปทรงหวือหวามีส่วนโค้วเว้า หรือ มีลักษณะผอมเพรียว ซึ่งจะมีเสถียรภาพที่จะรับแรงสั่นสะเทือนได้มาก อีกทั้งรายละเอียดปลีกย่อยชิ้นส่วนโครงสร้าง รวมทั้งบริเวณรอยต่อระหว่างปลายชิ้นส่วนโครงสร้างต่างๆที่เชื่อมต่อกัน จะต้องมีความเหนียวความแข็งแรงมากกว่า โครงสร้างอาคารปกติ หรือ ต้องใช้ ชิ้นส่วนที่เพิ่มมากขึ้น และ มีขนาดความหนาเพิ่มขึ้นนั่นเอง รวมไปถึงการออกแบบอาคารที่ต้องให้เกิดความมั่นคงแก่ฐานรากและการสั่นไหว อาทิ ฐานอาคารกว้าง และการเพิ่มต้นทุนของฐานรากที่มากขึ้น เป็นต้น |