|
มาตรฐานการควบคุมงานก่อสร้างอาคารเขียว 1
(Construction Management for Green Buildings 1)
หลายครั้งที่เราพูดถึงอาคารเขียว หรือ Green Building เรามักมองเห็นภาพอาคารที่สร้างเสร็จออกมาสวยงาม มีต้นไม้ มีสนามหญ้า มีบ่อน้ำดูร่มรื่น มีการใช้วัสดุปลอดสารพิษ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หลายคนไม่ได้นึกภาพว่า ก่อนที่จะได้อาคารหลังนั้นมา มีกิจกรรมการก่อสร้างใดๆ ที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมบ้าง แล้วมีประเด็นอะไรที่ต้องคำนึงถึงบ้าง หากท่านกำลังจะเป็นผู้สร้างที่อาคารเขียว แล้วไม่อยากให้ถูกกล่าวหาว่าเป็นอาคารเขียวที่เขียวไม่จริง เพราะต้องทำลายล้างความเขียวที่มีอยู่เดิม เพื่อสร้างความเขียวใหม่ หรือเขียวอยู่คนเดียวโดยไม่แคร์คนอื่น
ก่อนที่จะไปดูว่าจะจัดการอะไรอย่างไรให้เป็นการก่อสร้างแบบเขียวๆ ก็จะต้องเข้าใจก่อนว่ามีประเด็นเกี่ยวกับมลภาวะที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมก่อสร้าง ซึ่งจุดประสงค์ของการควบคุมมลภาวะจากการก่อสร้างนั้นก็เพื่อป้องกันสสารต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้างอาคารมิให้ถูกปลดปล่อยออกไปสู่สภาพแวดล้อม โดยเน้นที่การควบคุมการ กัดกร่อนของหน้าดิน จนทำให้เกิดการชะล้าง และไปสะสมเป็นตะกอนในท่อน้ำทิ้ง หรือทางน้ำสาธารณะ รวมทั้งการเกิดฝุ่นละอองในอากาศ ซึ่งหากมองต่อไป ก็ยังมีประเด็นอื่นๆ เกี่ยวกับสุขอนามัยของคนงานก่อสร้าง และต้นไม้เดิมที่อยู่ในที่ก่อสร้าง ซึ่งสิ่งที่สำคัญมากของการควบคุมการก่อสร้างที่มีคนงานมากมาย จึงจำเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องมีการเขียนแผนควบคุมที่ดี และมีการควบคุมให้คนงานอีกร้อยๆ คนทำตามแผนนั้น ในกรณีที่ต้องการให้อาคารของเราเป็นอาคารเขียวตั้งแต่เริ่มทำการก่อสร้าง จึงมีข้อควรระวังหลักๆ ดังนี้
- ป้องกันการสูญเสียหน้าดินเดิมระหว่างการก่อสร้างอันเนื่องจากการชะล้างของน้ำฝน หรือลมแรง
- ป้องกันการตกตะกอนสะสมของดินที่โดนน้ำชะลงสู่ท่อระบายน้ำฝน หรือทางน้ำใดๆ
- ป้องกันการเกิดมลภาวะทางอากาศอันเนื่องจากฝุ่นผงจากดิน และวัสดุก่อสร้าง
- ป้องกันมลภาวะอากาศภายในโครงการที่จะก่อผลกระทบต่อสุขภาพของคนงานเอง
- ป้องกันกิจกรรมก่อสร้างที่จะไปทำความรบกวนแก่สิ่งมีชีวิต พืชพันธ์ใกล้เคียง
จะเห็นว่าการจะไปสู่ความเขียวที่สุดได้ก็คือ การไม่สร้างอะไรเลย หากจะต้องสร้างทุกสิ่งทุกอย่างที่ใช้ในสถานที่ก่อสร้างล้วนเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ว่าจะเป็นพิษ หรือไม่เป็นพิษก็ตาม ก็ต้องควบคุมให้ถูกปลดปล่อยปนเปื้อนไปสู่สภาพแวดล้อมให้น้อยที่สุด นับตั้งแต่การนำวัสดุก่อสร้างมากองเก็บ ทั้งการขนส่งวัสดุเข้า-ออกจากสถานที่ก่อสร้าง การตัดแต่ง-หล่อวัสดุในสถานที่ก่อสร้าง รวมทั้งดินในที่ก่อสร้างที่ถูกขุดเปิดหน้าดินออกมาเพื่อทำงาน ซึ่งล้วนเป็นสิ่งแปลกปลอมที่อาจถูกพัดพาไปสู่ภายนอกสถานที่ก่อสร้างด้วย “ตัวนำ” สำคัญ 2 ตัว นั่นก็คือ น้ำ และลม ดังนั้นเมื่อมีน้ำมา หรือลมพัดมา สถานที่ก่อสร้างจึงต้องควบคุมมิให้เกิดการชะล้างและพัดพาสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ไหลไปสู่ที่ต่างๆ โดยเฉพาะแหล่งน้ำธรรมชาติที่เป็นที่ใช้สอยของผู้อื่น และเป็นแหล่งดำรงชีวิตของพืชพันธ์และสิ่งมีชิวิตต่างๆ จะเห็นว่าภาพลักษณ์ของสถานที่ก่อสร้างที่เราคุ้นเคยว่ามีกองทรายที่ใช้ผสมปูน กองดินที่ขุดขึ้นมากองเพื่อรอการกลบ กองไม้ กองเหล็กที่วางสุมๆ กันรวมถึงน้ำปูนที่ไหลเปื้อนมาจากถังผสมปูนในระหว่างก่อสร้าง เป็นสิ่งที่จะต้องไม่เกิดขึ้นเลยสำหรับการก่อสร้าง อาคารที่จะเรียกตัวเองว่าเป็น “อาคารเขียว”
แต่ทั้งนี้ถึงแม้ว่าจะระวังการชะล้างพัดพาอย่างเต็มที่แค่ไหนก็ตาม คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าจะต้องมีหลุดลอดออกมาได้ ดังนั้นจำเป็นจะต้องมีมาตรการการดักเก็บสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้น มิให้หลุดรอดไปจากสถานที่ก่อสร้าง ด้วยการกรองเศษสิ่งสกปรกต่างๆ โดยคำนึงถึงทิศทางการไหลของน้ำที่จะผ่านแหล่งกองเก็บวัสดุ และไหลลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบ ตรวจเช็คอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากฝนตก อาจเป็นเหตุผลที่สำคัญของการหลีกเลี่ยงการก่อสร้างที่จะต้องเปิดหน้าดินในช่วงฤดูฝน ดังนั้นการวางแผนการก่อสร้างเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมจะเห็นว่าได้พยายามคำนึงถึงเรื่อง การชะล้างของน้ำลงสู่ระบบน้ำสาธารณะมากๆ ซึ่งวิธีการป้องกัน และการแก้ไข คงต้องมาเล่ากันอีกทีในรายละเอียดที่มากกว่านี้ แต่อย่างน้อยเราก็คงจะเห็นภาพว่าทุกสิ่งที่เรานำเข้าสู่ที่ดินล้วนเป็นสิ่งแปลกปลอม ซึ่งต้องระวังเอาไว้ก่อนเพราะกว่าที่จะรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นจะไปสร้างปัญหาอะไรต่อธรรมชาติในภายหลัง ก็มักจะสายไปเสียแล้ว เราคงไม่ต้องการรู้ภายหลังว่าปลาทูที่ลูกหลานเรากินอย่างเอร็ดอร่อยทุกวันพบสารตะกั่ว หรือสารโลหะหนักที่ปล่อยจากสถานที่ก่อสร้างของเราเองที่เราเคยมักง่าย หรือเราไม่ได้ระมัดระวังอย่างเพียงพอ


|