อ.ชูศักดิ์ ศรีอนุชิต นักวิชาการที่ดิน 8ว กรมที่ดิน www.dol.go.th
ที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญแก่การดำรงชีวิตของมนุษย์ เป็นทรัพย์สินมีค่าถาวรเป็นหลักทรัพย์อย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงฐานะความป็นอยู่ของผู้เป็นเจ้าของ ตลอดจนสามารถตกทอดเป็นมรดกสืบต่อถึงทายาทรุ่นลูกรุ่นหลานตลอดไป ซึ่งในช่วงก่อนปี พ.ศ.2500 ความต้องการในเรื่องที่อยู่อาศัยของประชาชนไทยยังไม่มีปัญหา แต่หลังจากนั้นเมื่ออัตราการเพิ่มของประชากรในประทศเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยจึงเกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว และมีผลกระทบต่อประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงทำให้เกิดธุรกิจใหม่ขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการของประชาชน คือ การนำที่ดินแบ่งขายเป็นแปลงย่อย ซึ่งต่อมาได้เป็นที่รู้จักกันดีในนามของหมู่บ้านจัดสรร โดยแต่เดิมจะเป็นการแบ่งขายเฉพาะที่ดินให้ผู้ซื้อนำไปปลูกบ้านอยู่อาศัยกันเอง ปรากฏว่าประสบความสำเร็จพอสมค เพราะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้เป็นอย่างดี ทำให้มีการขยายและพัฒนาธุรกิจด้านนี้ขึ้นมาเป็นลำดับ จากเดิมที่เป็นการแบ่งขายที่ดินเป็นแปลงย่อยเพียงอย่างเดียว ก็มีการจัดทำบริการด้านอื่นควบคู่กันไปด้วย เช่น จัดทำถนน ท่อระบายน้ำ ประปา ไฟฟ้า ตลอดจนปลูกบ้านขายไปพร้อมกับที่ดินด้วย อย่างไรก็ตามเรื่องของธุรกิจเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ผู้ประกอบการแต่ละรายมีศักยภาพไม่เท่ากัน ผู้ที่ประสบความสำเร็จก็มี ผู้ที่ล้มเหลวก็มาก ทำให้ส่งผลกระทบถึงผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้บริโภคด้วย เช่น ผู้ซื้อชำระเงินหมดแล้วแต่ไม่ได้รับการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน หรือได้รับการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแล้ว แต่ไม่มีการจัดทำสาธารณูปโภค คือ ถนน ท่อระบายน้ำ ประปา ไฟฟ้า ตามที่ผู้ขายได้โฆษณาไว้ เป็นเหตุให้มีการพิพาทกันอยู่เป็นประจำ อีกทั้งการวางแผนผังโครงการหรือวิธีการในการจัดสรรที่ดินก็ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการผังเมือง เมื่อเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้เริ่มมีมากขึ้นจนถึงขั้นวิกฤต รัฐบาลในสมัยนั้น คือ จอมพลถนอม กิตติขจร จึงได้เข้ามาแก้ไขปัญหาโดยการออกกฏหมายขึ้นมาหนึ่งฉบับ คือ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 เพื่อควบคุมดูแลการจัดสรรที่ดินของเอกชนโดยเฉพาะ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยเพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและเพื่อผลในทางเศรษฐกิจ สังคม และการผังเมือง
โดยในประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ได้ให้ความหมายของการจัดสรรที่ดินว่า หมายถึงการจัดจำหน่ายที่ดินติดต่อกันเป็นแปลงย่อย จำนวนตั้งแต่สิบแปลงขึ้นไปไม่ว่าด้วยวิธีใด โดยได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นเป็นค่าตอบแทน และมีการให้คำมั่นหรือการแสดงออกโดยปริยายว่าจะจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะหรือปรับปรุงให้ที่ดินนั้นเป็นที่อยู่อาศัย ที่ประกอบการพาณิชย์หรือที่ประกอบการอุตสาหกรรม ดังนั้น ผู้ที่ดำเนินการเข้าข่ายตามองค์ประกอบดังกล่าวจึงต้องยื่นขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดินให้ถูกต้องตามกฏหมาย และผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมดูแล การจัดสรรที่ดินตามฉบับนี้ คือ คณะกรรมการควบคุมการจัดสรรที่ดิน ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยการจัดทำแผนผังโครงการและวิธีการจัดสรรที่ดินของแต่ละโครงการ จะต้องจัดทำตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้ในข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดิน ซึ่งคณะกรรมการควบคุมการจัดสรรที่ดินประกาศใช้บังคับ โดยข้อกำหนดดังกล่าวจะกำหนดรายละเอียดต่าง ๆ ของการจัดทำโครงการ เช่น ขนาดและรูปแปลงที่ดิน ประเภทของที่ดิน ระบบมาตรฐานถนนและทางเท้า ระบบระบายน้ำ ระบบและมาตรฐานของสิ่งสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะที่จำเป็น โดยคณะกรรมการควบคุมการจัดสรรที่ดินได้พิจารณาจากประโยชน์ที่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจะได้รับ แต่มีการจัดสรรที่ดินบางประเภท ที่ได้รับยกเว้นไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับของประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 คือ การจัดสรรที่ดินของทางราชการหรือขององคารของรัฐบาล ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการจัดสรรที่ดินตามกฏหมาย เช่น การเคหะแห่งชาติ การจัดสรรที่ดินเพื่อการเกษตร การจัดสรรที่ดินที่ไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ (ที่ดิน น.ส.3) เนื่องจากประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ ได้ประกาศใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้ว ทำให้หลักการและรายละเอียดบางประการไม่เหมาะสมกับสภาวะในปัจจุบัน ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงได้ร่วมกันแก้ไขปรับปรุงกฏหมายว่าด้วยการควบคุมการจัดสรรที่ดินขึ้นใหม่ เรียกว่า พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2543 เป็นต้นมา โดยในพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กำหนดหลักการสำคัญที่แตกต่างกับประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 หลายประการ ทั้งนี้เพื่อต้องการที่จะส่งเสริมให้การประกอบธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้านการจัดสรรที่ดินเป็นธุรกิจที่มั่นคงต่อไปในอนาคต โดยมีหลักการว่าจะให้ความคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรรให้ได้รับที่ดินจัดสรรและการบริการที่ดี ตราบเท่าที่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรยังคงปฏิบัติตามสัญญาอย่างครบถ้วน ในขณะเดียวกันก็จะส่งเสริมผู้จัดสรรที่ดิน โดยการลดปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ในการประกอบธุรกิจการจัดสรรที่ดิน เพื่ออำนวยประโยชน์แก่ผู้ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องทุกฝ่าย หลักการที่สำคัญ ๆ ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือกำหนดให้มีคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายการจัดสรรที่ดินให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ และพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์หรือปัญหาเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดิน ซึ่งเป็นการเยียวยาในทางบริหารก่อนที่จะมีข้อพิพาทกันในศาล กระจายอำนาจการพิจารณาออกไปจากส่วนกลาง โดยให้มีคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดทุกจังหวัด เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาคำขออนุญาตเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินทุกประเภท และออกข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินสำหรับจังหวัดนั้น กำหนดให้มีแบบมาตรฐานของสัญญาจะซื้อจะขายที่ผู้จัดสรรที่ดินต้องใช้ในการทำสัญญาเพื่อควบคุมมิให้ผู้จัดสรรทีดินเอารัดเอาเปรียบผู้ซื้อที่ดินจัดสรร กำหนดให้มีการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเพื่อรับโอนสาธารณูปโภคไปดูแลบำรุงรักษา และการจัดสรรที่ดินที่ต้องตกอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ การจัดสรรที่ดินเพื่อการเกษตร รวมทั้งการจัดสรรที่ดินที่มไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ด้วย ส่วนวิธีการและขั้นตอนในการจัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ซึ่งมีรายละเอียดที่สำคัญบางประการแตกต่างไปจากประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 (พ.ศ. 2515) พอสมควร จะได้กล่าวถึงในครั้งต่อไป
หน้าแรก l กองบรรณาธิการ l เกี่ยวกับเรา l คำแนะนำติชม l ติดต่อเรา l ลงโฆษณา l ลงข้อมูลในเว็บ l ทำงานกับเรา l คำถามตอบบ่อย l ข้อบังคับด้านกฎหมาย l Site Map l เว็บพันธมิตร