|
.jpg)
ห่างหายจากการพบปะสื่อมวลชนมายาวนานกว่า 2 ปี ครั้งนี้ ทิฆัมพร เปล่งศรีสุข ทำเซอร์ไพรส์กับลุคใหม่ที่เรียบง่าย และบริบทความคิดใหม่ที่สวยงาม
Simplicity is Beautiful ความเรียบง่ายที่เกิดขึ้นภายหลัง บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ แอลพีเอ็นคลุกฝุ่นเศรษฐกิจจากวิกฤติค่าเงินบาทปี 2540 อาการเข้าขั้นสาหัสจากตัวเลขเงินกู้สกุลต่างประเทศก้อนโต และสินค้าขายมากมายในมือ
"มันเป็นอาการล้มทั้งยืน" ทิฆัมพร ย้อนถึงช่วงเวลาที่ยากลำบากในเส้นทางสายธุรกิจที่ แอล.พี.เอ็น. เจอะเจอแต่สุดท้ายก็ผ่านมันมาได้ เพียงเพราะรู้จักเรียนรู้กับสิ่งที่เข้ามาปรับวิธีคิดเสียใหม่ และไม่ย้อนกลับไปทำในสิ่งที่นำมาสู่ความผิดพลาดหรือความเสี่ยงนั้นๆ อีกแล้ว
ตลอดระยะเวลาสนทนาชั่วโมงเศษ สะท้อนมุมมองแนวคิดของนักปั้น (แอล.พี.เอ็น.) ในช่วงวัย 40 ปี เต็มพร้อมๆ กับคุมเกมในตำแหน่งนักปฏิบัติ (กรรมการผู้จัดการ) มายาวนานกระทั่งเจอคลื่นก้อนโต จากวิกฤติปี 2540 ก่อนจะวางมือให้ Sucessor Teram เข้าบริหารเต็มตัวตั้งแต่ปี 2549 ต้องรู้จักตัวเองทำเฉพาะที่ตัวเองถนัดและชำนาญ ที่สำคัญต้องไม่เกินกำลังตัวเอง
บทสรุปการเรียนรู้ที่ได้จากจุดที่เขาเรียกว่า แทบจะล้มทั้งยืน ที่สำคัญเป็นการล้มที่ไม่มีอะไรมารองรับอันเนื่องจากความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งนำไปสู่ความประมาทในที่สุด
"ย้อนไปมองแล้ว วันนั้นแอล.พี.เอ็น.ก็เหมือนกับดีเวลอปเปอร์ทั่วไป เห็นคนอื่นทำได้ เราก็ต้องทำได้ การทำโครงการหลากหลาย และในนั้นมีตลาดที่ไร้ซึ่งความชำนาญ
เหนือกว่านั้น ประเด็นที่ทำให้เจ็บหนัก คือ การกู้เงินจากต่างประเทศ ด้วยเหตุที่หลายๆ คนในวงการมักบอกว่า ถ้ากู้ได้จะแสดงถึงเครดิตทางธุรกิจ" นั่นเป็นปัจจัยที่นำ แอล.พี.เอ็น.ไปสู่เส้นทางวิกฤติ
ทางแก้ ณ ขณะนั้น ทุกช่องทางสร้างกระแสเงินสดเป็นโจทย์ใหญ่ของธุรกิจคอนโดมิเนียมราคาแพง ถูกหั่นราคาเหลือหลัก 6-7 แสน เพื่อเรียกเงินสดเข้ามาพร้อมๆ กับปรับเปลี่ยน (Change) กระบวนการภายในโครงสร้างการบริหาร ซึ่งเป็นการนำ แอล.พี.เอ็น.เข้าสู่มาดใหม่อย่างวันนี้ การเข้าใจตัวเองเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
ก่อนวิกฤติปี 2540 แอล.พี.เอ็น.เดินเกมในลักษณะคิดจะทำอะไรก็ทำเลย เพราะมั่นใจว่าคนอื่นทำได้ตัวเองก็ทำได้แม้ไม่ใช่แนวถนัด
แต่วันนี้ แอล.พี.เอ็น.ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว และจะไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิมเพราะไม่ว่าจะ (โครงการ) เล็ก หรือใหญ่ ก่อนตัดสินใจทำอะไรทุกครั้ง ต้องวางแผนล่วงหน้า พร้อมเตรียมแผนรองรับความเสี่ยง (Risk Management) ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเอาไว้ด้วย
การตัดสินใจว่านี้ ต้องเริ่มไปทีละแผนทีละสเต็ป แผนหนึ่งผ่าน จึงเริ่มนับสอง ต่อไปสาม และสี่ เพื่อว่าแต่ละจังหวะก้าวจะไม่มีความเสี่ยง หรือหากมีก็ดำเนินการแก้ไขไปทีละส่วน แตกต่างอย่างลิบลับจากอดีตที่ลุยเปิดทีละหลาย ๆ โครงการ
แนวทางพัฒนาที่พกพา Risk เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวในแต่ละย่างก้าว ทิฆัมพร ไม่ได้จำกัดความเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัยสูงระฟ้าแนวถนัดสไตล์ แอล.พี.เอ็น.เท่านั้น แต่หมายรวมถึงการใช้ชีวิตส่วนตัวด้วย
"ต้องย้อนดูตัวเองตลอด ไม่คิดจะก้าวแบบคนอื่นเพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน ขาเขาอาจยาวกว่าก้าวยาวกว่า ส่วนเราขาสั้นจะให้ก้าวเหมือนเขา ทำได้แต่มีโอกาสขาฉีกแน่นอน
ส่วนตัวผมก็เหมือนกัน ถ้ามีคนท้าวิ่ง ผมอายุ 60 คงวิ่งไม่ไหวแต่จะขอเดิน และถ้ามาเดินแข่งกัน ผมบอกได้เลยว่าเดินทนกว่า" ทิฆัมพร สะท้อนวิธีคิดที่ขอเป็นตัวเอง และเลือกที่จะทำสิ่งถนัด
การเปิดตลาดในแบบ Blue Ocean ที่ แอล.พี.เอ็น.ทำอยู่ แถมการันตีได้ด้วยว่า "ฮอต" จากยอดจองกว่าพันคนที่ไหลเข้ามาจองห้องพักขนาด 25 ตารางเมตร ราคาขาย 6-7 แสนบาทในโครงการรามอินทรา-นวมินทร์ ที่เพิ่งปิดจองเฟสแรก ตอกย้ำความมั่นใจได้ว่า "มาถูกทาง" แม้ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่ปกตินัก
"ในทะเลมีปลาให้จับเยอะแยะแต่ต้องเลือกลงอวนให้ถูกที่ และเลือกไซส์ของอวนให้เหมาะกับไซส์ของปลาด้วย ถ้าเอาไซส์เล็กไปจับก็ได้แต่ปลาเล็ก ถ้าไซส์ใหญ่ก็อาจได้เฉพาะปลาบางตัว"
เขาพิสูจน์แล้วว่า วิธีจับปลาของ แอล.พี.เอ็น.ลงถูกจุด และเลือกจับ (ปลา) ได้ตามขนาดที่ต้องการตลาดระดับ C+ ถึง B เป็นหัวใจของการทำงาน โดยเฉพาะในช่วงเวลาวิกฤติเศรษฐกิจ กำลังซื้อ พลิกผัน "ราคาต่ำ คุณภาพเหมาะสม" และทำเลเด่นเท่านั้นที่โดนใจ
"เมื่อก่อนลูกน้องบอกต้องขาย 500 ห้อง รู้สึกกังวล แต่วันนี้พันห้องกลับไม่พอขาย นี่คือการพัฒนาและสร้างความมั่นใจในการทำงาน ทั้งกับทีมงานและตลาด"
วันนี้เป็นคนละเรื่องกับอดีต สำคัญคือแอลพีเอ็นไม่ใช่รูปแบบเดิมที่เกือบ (มัน) เจ๊งเมื่อรอบที่แล้ววันนี้ เราแข็งแกร่งด้านการเงิน แข็งแกร่งด้านวิธีคิด วิธีทำงาน และวิธีการนำเสนอสินค้าชื่อลุมพินี
"แอล.พี.เอ็น.คงไม่มีวันนี้หากไม่มีทีมงานที่มีคุณภาพและทำงานใต้วัฒนธรรมองค์กรที่มีส่วนร่วม และคิดเป็นหนึ่งเดียว การให้บริการ การมีคุณธรรม พร้อมกับมีพันธมิตรที่ยอดเยี่ยม"
นี่เป็นวัฒนธรรมการทำงานที่ ทิฆัมพร สร้างขึ้นนับจากวิกฤติปี 2540 โดยผลัดให้ Success Team นำโดย โอภาส ศรีพยัคฆ์ เข้าบริหารเต็มตัวในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการตั้งแต่ 2549 ซึ่งถึงวันนี้ระยะ ทาง 4 ปีที่ ทิฆัมพร ขอรั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ตำแหน่งอย่างเป็นทางการ) แต่สำหรับองค์กรนี้แล้ว เขาเปรียบเป็น Coach หรือเรียกว่า ครูใหญ่ก็ไม่ผิดนัก
"4 ปีมานี้ ผมทำเฉพาะครึ่งวันเช้าแค่ 3 วันต่อสัปดาห์เท่านั้น และส่วนใหญ่เป็นการมอนิเตอร์แผนงานที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปี และโค้ชทีมให้เกิดการเรียนรู้ในประสบการณ์ต่างๆ ที่ผมมี อาจส่งสัญญาณบ้างบางจุดต้องใจเย็นนิดหนึ่งว่าช่วงนี้ สีเขียว สีแดง เพื่อให้แก้ไขเรื่องต่างๆ ได้ทัน แต่หลายๆ อย่างเป็นไปตามบริหารจัดการของทีมเขาแล้ว เพียงแต่ช่วงนี้เข้าออฟฟิศบ่อยขึ้นเพราะก้าวเข้าปีที่ต้องระมัดระวัง ซึ่งก็ทำได้ดีกับการปรับวิธีการทำงาน และวิธีคิดมาตั้งแต่กลางปี 2551 ทำให้ปีนี้เราเริ่มสบายขึ้น"
ตลอดเส้นทางชีวิต 60 ปีมานี้ ทิฆัมพร เล่าอย่างอารมณ์ดีว่า "ผ่านมาแล้วทุกอย่าง" และมองว่าชีวิตนี้คุ้มค่ากับหลายประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาให้เรียนรู้
นอกจากคำบอกเล่าแล้ว ภาพถ่ายที่เรียงรายบนโต๊ะเป็นหนึ่งการยืนยันถึงหลายเหตุการณ์นักพัฒนาคอนโดรุ่นเก๋าได้เป็นอย่างดี
ทิฆัมพร อธิบายภาพภาพถ่ายขณะเฝ้าโป๊ปพร้อมกับน้อมรับพรที่ถ่ายไว้เมื่อปี 2544 ซึ่งถือเป็นภาพรอยต่อสำคัญที่บอกได้ว่า แอล.พี.เอ็น. ผ่านพ้นวิกฤติ หลังจากนั้นไม่นานปลายปี 2545 เป็นช่วง วลาที่องค์กรนี้ก้าวพ้นวิกฤติ 100%
ถัดมาเป็นภาพถ่ายพร้อมกับทีมงานคู่ใจเมื่อครั้งไปเยือนอิตาลีในปี 2551 หลังมั่นใจว่าได้พา แอล.พี.เอ็น.หลุดพ้นวิกฤติไปเป็นที่เรียบร้อย "ดูภาพแล้วรู้สึกชีวิตนี้มีค่า มีสีสัน และใช้ชีวิตคุ้มกับการที่เราเข้ามาเรียนรู้ชีวิตตรงนี้"
การเรียนรู้ตลอดเส้นทางชีวิต 60 ปีของ ทิฆัมพร ถอดรหัสง่าย ๆ ว่า
- 20 ปีแรกเป็นช่วงเวลาที่ ถูกสอน (การเรียน)
- 20 ปีต่อมา ว่าด้วยการสั่งสมประสบการณ์จากการทำงาน และเผชิญกับโลกธุรกิจ
รวมถึงเป็นช่วงเวลานับหนึ่ง แอล.พี.เอ็น. 20 ปี สเต็ปที่สามนี้ เป็นการนำประสบการณ์ที่สั่งสมมาทำให้เป็น แอล.พี.เอ็น. อย่างวันนี้
"วันนี้ แอล.พี.เอ็น. อยู่ใน Comfort Zone ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะความมั่นคงภายในองค์กร ทีมงานแข็งแกร่ง มีทิศทางที่ชัดเจนของตัวเอง มีความชำนาญในสิ่งที่ทำ มีการเงินที่มั่นคง และมีพันธมิตรที่ยอดเยี่ยม"
ทิฆัมพร ย้ำว่า แอล.พี.เอ็น. ยังเดินหน้าในตำแหน่งผู้นำ และชำนาญในการพัฒนาคอนโดมิเนียม โดยเตรียมพร้อมกับทุกเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เพราะแม้จะสบายใจแล้วระดับหนึ่งใน Comfort Zone ที่ยืน แต่ยังเชื่อว่า ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ให้ท้าทาย โดยจะต้องขยับ - ปรับองค์กร และทีมงาน อยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
"ถ้าต้องล้มอีก เราต้องรู้วิธีล้ม อาจเจ็บบ้างก็แค่แขนหักเพราะเราเรียนรู้วิธีรับมือ คงไม่ใช่ล้มแบบหงายท้องเหมือนก่อนอีกแล้ว"
อ้างอิงจาก : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
|