การออกแบบพระเมรุในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ณ ท้องสนามหลวง น.อ.อาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีกรมศิลปากร และผู้ออกแบบพระเมรุ สื่อถึงคติทางพระพุทธศาสนาเรื่อง “ไตรภูมิพระร่วง” หมายถึงจักรวาลที่มีพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางของภูมิทั้งสาม รายล้อมด้วยเขาสัตบริภัณฑ์ วิมานท้าวจตุโลกบาล เหล่าทวยเทพ ณ สวรรค์ชั้นฟ้า
การสร้างพระเมรุและอาคารประกอบแวดล้อมอื่นๆ จึงได้จำลองให้คล้ายดินแดนเขาพระสุเมรุ ประกอบด้วยอาคารรายรอบพระเมรุ ได้แก่ พระที่นั่งทรงธรรม หอเปลื้อง ซ่างหรือสำซ่าง ทับเกษตร ศาลาลูกขุน ทิม พลับพลายก และรั้วราชวัติ แต่ละเรือนโดยเฉพาะพระเมรุและพระที่นั่งทรงธรรมล้วนสวยสดงดงามสมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ
พระที่นั่งทรงธรรม ที่ประทับในหลวง
“พระที่นั่งทรงธรรม” มีความสำคัญรองจากพระเมรุ สร้างเป็นอาคารโถง เปิดโล่ง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของพระเมรุ ใช้เป็นสถานที่สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับทรงธรรมและทรงประกอบพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลในการออกพระเมรุพระศพ รวมทั้งเป็นที่ประทับสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน สมาชิกรัฐสภา ตลอดจนคณะทูตานุทูต เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท
ภายในพระที่นั่งทรงธรรมมีที่ตั้งอาสนะพระสงฆ์และธรรมาสน์ เป็นที่บำเพ็ญพระราชกุศลและเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อทรงพักพระราชอิริยาบถ ซึ่งตรงกับมุขด้านหน้าพระเมรุ มุขเหนือและใต้เป็นที่สำหรับข้าราชการเข้าเฝ้าฯ
นฤพร เสาวนิตย์ สถาปนิก 5 กรมศิลปากร ผู้ดูแลการก่อสร้างพระเมรุ กล่าวว่า การก่อสร้างพระที่นั่งทรงธรรมภายนอกดูงดงามรายล้อมด้วยสถาปัตยกรรมไทย มีความใหญ่กว่าทุกครั้ง จุคนได้ 1,500 คน ลักษณะการก่อสร้างหลังคาซ้อนชั้นเพื่อทอนสเกลหลังคาไม่ให้ดูยาวเกิน เพดานด้านในพระที่นั่งทรงธรรมมีลักษณะโปร่งโล่งเพื่อบ่งบอกว่าเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญ เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะประทับอยู่ การก่อสร้างอาคารมีการเปลี่ยนแปลงไปจากสมัยงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จย่า สมัยนั้นฝาผนังใช้สีแดงเข้ม อาคารจึงดูมืด แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้สีทอง และสีอ่อน ดูเย็นตา เพื่อความสว่าง และให้สอดคล้องกับพระอุปนิสัยและพระจริยวัตรอันนุ่มนวลของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ
“เพดานตกแต่งด้วยลวดลายดาวเพดาน และลายค้างคาว ซึ่งเป็นลวดลายประดับเพดานที่ใช้เฉพาะอาคารที่เจ้านายทรงประทับเท่านั้น ส่วนการประดับตกแต่งที่ขื่อคานหลังคาประดับตกแต่งด้วยกระดาษทองย่นประดับกระดาษสีเกือบทั้งหมด”
ส่วนอาคารอื่นๆ เช่น ทิม หรือทับเกษตร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามมกุฎราชกุมารี ทรงรับสั่งให้อาคารทิม ทับเกษตร ก่อสร้างแบบไม่มีฝาผนัง เพื่อประชาชนที่อยู่ด้านนอกจะได้เห็นว่าทำกิจกรรมอะไรบ้าง
ลวดลายตกแต่งที่ประทับ
พระที่นั่งทรงธรรม ใช้สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จสดับพระพิธีธรรม ดังนั้นจึงไม่ใช่งานง่ายๆ ในการออกแบบลวดลายไทยประดับฝาผนัง ต้องคำนึงถึงความถูกต้องและเหมาะสมตามประเพณี แม้เป็นอาคารชั่วคราว แต่การเขียนลวดลายภายในฝาผนังก็พิถีพิถันเต็มที่ กรมศิลปากรมอบหมายให้คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เขียนลวดลายตกแต่งภายในพระที่นั่งทรงธรรม มี ผศ.บัณฑิต อินทร์คง หัวหน้าสาขาวิชาศิลปะไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นผู้ออกแบบลวดลาย และดำเนินการควบคุมนักศึกษาสาขาวิชาศิลปะไทย ทำการเขียนลวดลายตกแต่ง
“พอได้รับมอบหมายจาก ผศ.ธนา เหมวงษา คณบดี ให้เป็นผู้ออกแบบลวดลายไทยใช้ตกแต่งภายในพระที่นั่งทรงธรรม ผมก็เริ่มออกแบบโดยใช้หลักการออกแบบให้สัมพันธ์กับพื้นที่ ลวดลายทั้งหมดใช้ลวดลายไทยแบบประเพณี ประกอบด้วย ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ก้านแย่ง หน้าขบก้านแย่ง และลายกรุงเชิง ซึ่งผมได้แนวคิดลวดลายตามลักษณะการตกแต่งในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท” ผศ.บัณฑิต เล่า
ลวดลายตามประเพณี
หลักการออกแบบลวดลายไทยบนผนังพระที่นั่งทรงธรรม บริเวณที่ประทับแบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ฝาผนังหลังที่ประทับ ฝาผนังหลังพระพิธีธรรม พื้นที่ผนังด้านสกัดหรือหน้าห้องที่ทรงใช้พักพระราชอิริยาบถ และผนังคอสอง น.อ.อาวุธ แนะนำให้ออกแบบเน้นลวดลายแบบไทย ใช้สีที่ดูสบายตาและเรียบง่าย ผศ.บัณฑิต จึงเริ่มเขียนลายและผูกลายขึ้นมาใหม่อาศัยลายพื้นฐานประเพณีไทยสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีการพัฒนาลวดลายจนมีความสมบูรณ์และสวยงาม
พื้นที่ที่ดำเนินการเขียนลาย แบ่ง 4 ส่วน
1.ฝาผนังพื้นที่หลังที่ประทับ ประมาณ 18 ตารางเมตร ใช้ลายก้านแย่ง และลายหน้ากระดานให้ลวดลายดูเด่นขึ้นมา ความงามเกิดขึ้นที่ช่องไฟของลาย
2.ฝาผนังพื้นที่หลังพระพิธีธรรม ประมาณ 30 ตารางเมตร ใช้ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ก้านแย่ง
3.พื้นที่ผนังด้านสกัด ประมาณ 40 ตารางเมตร ใช้ลายหน้าสิงห์ก้านแย่ง
พื้นที่ทั้งสามส่วน อาจารย์บัณฑิตได้ออกแบบลายให้มีความแตกต่างกันแต่ดูกลมกลืนกันเมื่อดูภาพรวมทั้งหมดเพราะอยู่ในพื้นที่หลังเดียวกัน
4.ผนังคอสอง (ส่วนต่อระหว่างผนังกับเพดาน) ใช้ลายเทพพนมอยู่ในช่องลูกฟัก พื้นที่ประมาณ 20 ตารางเมตร
ทำงานหามรุ่งหามค่ำ
แม้เป็นอาคารชั่วคราว และมีเวลาจำกัดในการเขียนลายเพียง 1 เดือนเศษๆ เท่านั้น อาจารย์บัณฑิตเริ่มทำงานอย่างประหยัดเวลาที่สุด โดยเริ่มการเขียนกรอบลายแบบคร่าวๆ ลงบนซิลก์สกรีน เสร็จแล้วพิมพ์ลายด้วยสีทองลงบนผ้าแคนวาส ตัดเส้นระบายพื้นลายด้วยสีครีม ใช้สีที่นุ่มนวลตาแต่มีเฉดสีที่แตกต่างกัน ทว่าดูกลมกลืน แต้มสีลงไปเพื่อให้เกิดน้ำหนักบนตัวลายตามกรรมวิธีจิตรกรรมไทย โดยได้นักศึกษาชั้นปีที่ 1 และชั้นปีที่ 3 คณะศิลปกรรม สาขาศิลปะไทย จำนวน 30 คน เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการเขียนและเก็บรายละเอียดของลวดลาย
“โทนสีใช้สีไม่ฉูดฉาดเนื่องจากในหลวงประทับอยู่นาน จึงใช้สีเย็นตาและมีลวดลายงดงาม ผมจึงออกแบบให้มีหลายลายในพื้นที่ เช่น ลายก้านแย่ง ได้แบบมาจากลายกระเบื้องเคลือบในวัดราชบพิธฯ ศิลปะสมัยรัชกาลที่ 5 ส่วนด้านหลังพระสงฆ์ใช้ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ก้านแย่ง หน้าห้องประทับอิริยาบถเป็นลายหน้าสิงห์ก้านแย่ง มีลายเชิงแบบโบราณ แลดูน่าสนใจ มีความงดงาม ในด้านลวดลายที่เลือกนำมาผูก มีความงดงามของลวดลายไทยที่ช่างโบราณได้สร้างและผูกลายจนกลายเป็นแบบแผน มีเส้นสายที่สวยงาม เช่น ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายกระหนก ลายหน้ากระดาน ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายกรวยเชิง ลายเทพพนม ฯลฯ นำมาต่อและผสมผสานกันจนเกิดเป็นลายที่สวยงาม เป็นลวดลายสมัยรัตนโกสินทร์เนื่องจากงานก่อสร้างเป็นงานสมัยรัตนโกสินทร์ ดังนั้นลวดลายในพระที่นั่งทรงธรรมจึงต้องทำให้สอดคล้องกัน”
เมื่อลวดลายแล้วเสร็จต้องนำผ้าแคนวาสมาติดบนผนังพระที่นั่งทรงธรรม ท้องสนามหลวง ซึ่งความยากอยู่ตรงติดอย่างไรให้ผ้าเรียบเนียนไปกับฝาผนัง
“ขั้นตอนเขียนลายเราใช้สีอะครีลิกแต้มลงไปบนตัวลายเพื่อให้เกิดน้ำหนักของลวดลายที่มีความละเอียดสวยงามอ่อนช้อย โดยเราใช้สถานที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ทำงาน เมื่อแล้วเสร็จก็จะได้เป็นลวดลวยไทยบนผ้าแคนวาส ผืนหนึ่งมีหน้ากว้าง 2 เมตร ยาว 10 เมตร ม้วนมาเป็นผืนๆ แล้วนำมาติดด้วยกาวที่ผนังของพระที่นั่งทรงธรรม” วิธีการติดผ้าแคนวาสให้เรียบเนียนและลายต่อกันพอดีก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ความประณีต จนไม่เห็นรอยต่อของผ้า ทำการติดแล้วเสร็จเมื่อปลายเดือน ต.ค.
อาจารย์บัณฑิต บอกว่า รู้สึกดีใจ และภาคภูมิใจที่ได้รับใช้สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เป็นครั้งสุดท้าย เช่นเดียวกับนักศึกษาที่ร่วมทำงานนี้ ได้แก่ สถาพร เครือวัลย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะศิลปกรรมไทย สาขาศิลปะไทย บอกว่า ถือเป็นเกียรติประวัติในชีวิต ด้าน ศิยารัตน์ แก้วคีรี เพื่อนร่วมรุ่น บอกว่า รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ครั้งนี้ เพราะมีคนส่วนน้อยที่จะได้มาทำงานที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ดีใจที่จะได้มีโอกาสทำงานถวายพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย
หลังจากเสร็จสิ้นงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อาจารย์บัณฑิตจะขอพระบรมราชานุญาตนำชิ้นส่วนของพระที่นั่งทรงธรรม 2 ชิ้น บริเวณพื้นที่หลังที่ประทับ และฝาผนังหลังอาสนะพระสงฆ์ ไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ของมหาวิทยาลัย เพื่อให้นักศึกษารุ่นหลังๆ ได้ชื่นชมและร่วมภาคภูมิใจกับมหาวิทยาลัยต่อไป