"บีเซน" ถือเป็นแบรนด์น้องใหม่ของวงการกระเบื้องตกแต่งที่มีอายุย่างเข้าสู่ปีที่ 4 และเป็นความตั้งใจของ "ชัยอัครญาณ" ที่อยากจะสร้างแบรนด์สินค้าแบรนด์นี้ ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง "กระเบื้องประเภทนี้มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Skipface Tiles หรือกระเบื้องกะเทาะหน้าชิ้นเล็กแต่เดิมต้องนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น เพราะต้องใช้เทคนิคการกะเทาะผิวหน้ากระเบื้องก่อนนำเข้าเตาเผา ทำให้มีโอกาสสูญเสียระหว่างการผลิตสูง กระเบื้องประเภทนี้จึงมีราคาแพงเฉลี่ย 3-5 พันบาทต่อตารางเมตร" คุณชัยอัครญาณ มณีสว่างวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีเซนโปรดักส์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายกระเบื้องตกแต่งแบรนด์ "บีเซน" บอก พร้อมกับเล่าถึงเหตุผลที่ตัดสินใจลงทุนในธุรกิจนี้ว่า เป็นเพราะว่ามองเห็นโอกาสทางการตลาดจากที่กระเบื้องตกแต่งได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ผู้ประกอบการในตลาดมีน้อยราย "บีเซน" เลือกใช้ "คุณภาพ" สินค้าเป็นจุดขายข้อมูลในเชิงเทคนิคคือมีอัตราดูดซึมน้ำต่ำในระดับ 0.22 % ซึ่งเป็นอัตราเทียบเท่ากับวัสดุสังเคราะห์อย่าง "พลาสติก" ที่สำคัญเรากล้าเคลมว่าเมื่อผ่านการใช้งานไประยะหนึ่งแล้ว จะไม่เกิดปัญหาเชื้อราที่ผิวหน้ากระเบื้อง เคล็ดลับคือการใช้กรรมวิธีเผากระเบื้องภายใต้อุณหภูมิสูง 1,350 องศาเซลเซียส ซึ่งตามปกติ การเผากระเบื้องที่อุณหภูมิระดับนี้จะทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา ได้แก่ 1)การควบคุมเฉดสี และ 2)การควบคุมขนาดกระเบื้อง ทำให้ปัจจุบันกระเบื้องประเภทนี้ยังไม่มีสินค้านำเข้าจากประเทศจีนมาตีตลาด เพราะมีโอกาสเสี่ยงถูกเคลมสินค้าได้สูงโดยเฉพาะถ้าเฉดสีเพี้ยน เมื่อปูแล้วจะไม่สวยงาม "ถ้าถามว่าในแง่มาร์จิ้นของสินค้าประเภทนี้เป็นอย่างไร ยอมรับว่าสูงกว่ากระเบื้องเซรามิกทั่วไปเพราะมีกระบวนการผลิตยากกว่า" ผู้บริหารกระเบื้องบีเซนอธิบาย ว่า ปัจจุบันสินค้าของ "บีเซน" มีราคาขายเฉลี่ย 1,000 บาทเศษต่อตารางเมตร สามารถผลิตได้ 6 เฉดสี อาทิ สีขาว ครีม หินภูเขาไฟ เทอราคอตตา (ดินเผา) ฯลฯ และเริ่มต้นที่ขนาดความกว้างตั้งแต่ 1-2 เซนติเมตร รวมมีสินค้าทุกรุ่นทุกลวดลายรวมกันประมาณ 150-200 รายการ เหตุผลที่กระเบื้องประเภทนี้ต้องมี ขนาดเล็ก เป็นเพราะเมื่อปูผนังแล้วจะเป็นคลื่น ทำให้ดูสวยงามกว่ากระเบื้องแผ่นใหญ่ "ตอนนี้เราพัฒนากระเบื้องรุ่นใหม่ "นาโนเกรซ" (Nano grace) ขนาด 4 x 4 เซนติเมตร ที่มีคุณสมบัติสามารถทำความสะอาดตัวเอง ป้องกันน้ำมันซึมเข้าในเนื้อกระเบื้องได้ด้วย" ถามถึง "ยอดขาย" ในช่วงที่ผ่านมา "ชัยอัครญาณ" ขอสงวนท่าทีที่จะบอกเป็นตัวเลข แม้จะมีอัตราเติบโตเป็นที่น่าพอใจ โดยปี 2550 มียอดขายเติบโตขึ้น 100% ปี 2551 ที่ผ่านมายอดขายเติบโตขึ้น 60% ส่วนไตรมาสแรกปีนี้มีอัตราเติบโต 25% สาเหตุที่อัตราเติบโตลด เป็นเพราะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ซบเซา ขณะที่ตลาดรวมทั้งปีน่าจะหดตัวลงประมาณ 5-10% สำหรับกลุ่มลูกค้าหลักๆ มี 2 กลุ่ม คือ 1)งานโครงการ อาทิ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แสนสิริรอแยลเฮ้าส์ (บริษัทรับสร้างบ้าน) ฯลฯ และ 2)การขายผ่านตัวแทนจำหน่ายอาทิเช่น บุญถาวร แกรนด์โฮมมาร์ท โฮมโปร สุขภัณฑ์ เซ็นเตอร์ ฯลฯ รวมประมาณ 120 รายทั่วประเทศ ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มมีสัดส่วน ใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตามหาก "บีเซน" ยังมียอดขายเติบโตต่อเนื่องทุกปี เชื่อว่า ในอีก 1-3 ปีข้างหน้า อาจจำเป็นจะต้องขยายกำลังผลิตเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันเดินเครื่องจักรในระดับ 80% ของกำลังผลิตสูงสุด "ชัยอัครญาณ" อธิบายว่า การเลือกเข้ามาเป็นผู้เล่นในตลาดกระเบื้องตกแต่ง ถือเป็นการเลือกเส้นทางธุรกิจที่ถูกต้อง เพราะปัจจุบันตลาดกระเบื้องเซรามิกแข่งขันกันหนัก โดยมี "คอตโต้" เป็นแบรนด์เจ้าตลาด ส่วนรายอื่นๆ ก็มีส่วนแบ่งลดหลั่นกันลงมา ดังนั้นการจะเป็นรายใหม่เข้ามาแชร์ตลาดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ ถือว่ายากมาก "นิชมาร์เก็ต" อย่างตลาดกระเบื้องตกแต่งจึงเป็นทางเลือกที่ดี เนื่องจากที่ผ่านมามีผู้เล่นเพียงรายเดียว แต่สิ่งสำคัญคือต้องผลิตสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า ประมาณการว่าปีที่ผ่านมา ตลาดกระเบื้องตกแต่งและวัสดุปูพื้นบุผนังประเภทหินธรรมชาติมี ความต้องการใช้ประมาณ 6 แสนตารางเมตร (ไม่รวมวัสดุปูผนัง "ซีแพคดีไซน์") แยกเป็น "เคนไซ" มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดประมาณ 50% รองลงมาคือ "บีเซน" โดยปีนี้ "บีเซน" ตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่ง ตลาดเป็นกว่า 30% ส่วนที่เหลืออีกกว่า 20% เป็นสินค้าในกลุ่มหินธรรมชาติ "แนวคิดการทำธุรกิจของบีเซนคือ "คุณภาพนำ" และกล้ารับประกันการเคลมสินค้า ถ้ามีปัญหาบริษัทพร้อมเปลี่ยนให้ทันที อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาเรามีอัตราการเคลมน้อย เท่าที่จำได้มีเพียงรายเดียว และไม่ใช่มีปัญหาเรื่องคุณภาพแต่เกิดจากความผิดพลาดในการจัดส่ง เนื่องจากตัดพาเลต (ชั้นวางสินค้า) ผิด" ชัยอัครญาณกล่าวทิ้งท้าย
หน้าแรก l กองบรรณาธิการ l เกี่ยวกับเรา l คำแนะนำติชม l ติดต่อเรา l ลงโฆษณา l ลงข้อมูลในเว็บ l ทำงานกับเรา l คำถามตอบบ่อย l ข้อบังคับด้านกฎหมาย l Site Map l เว็บพันธมิตร