หน้าแรก|บล๊อก|ข่าว|เว็บบอร์ด|บทความ Download|ประกาศย่อย|คลังรูป|ห้องสนทนา|ผลสำรวจ|ทำเนียบเว็บไซต์|พจนานุกรมศัพท์ช่าง

 
| More
ไม่พบข้อมูล
» ประจำเดือน  มิถุนายน 2555
» ประจำเดือน  พฤษภาคม 2555
» ประจำเดือน  ธันวาคม 2554
» ประจำเดือน  มิถุนายน 2554
» ประจำเดือน  มกราคม 2554
» ประจำเดือน  ธันวาคม 2553
» ประจำเดือน  กันยายน 2553
» ประจำเดือน  กรกฎาคม 2553
» ประจำเดือน  มีนาคม 2553
» ประจำเดือน  กุมภาพันธ์ 2553
» ประจำเดือน  กรกฎาคม 2552
» ประจำเดือน  มิถุนายน 2552
» ประจำเดือน  พฤษภาคม 2552
» ประจำเดือน  เมษายน 2552
» ประจำเดือน  กุมภาพันธ์ 2552
» ประจำเดือน  มกราคม 2552
» ประจำเดือน  ธันวาคม 2551
» ประจำเดือน  พฤศจิกายน 2551
» ประจำเดือน  ตุลาคม 2551
» ประจำเดือน  กันยายน 2551
» ประจำเดือน  สิงหาคม 2551
» ประจำเดือน  กรกฎาคม 2551
» ประจำเดือน  มิถุนายน 2551
» ประจำเดือน  พฤษภาคม 2551
» ประจำเดือน  เมษายน 2551
» ประจำเดือน  มีนาคม 2551
» ประจำเดือน  กุมภาพันธ์ 2551
แนะนำเว็บไซต์ให้เพื่อน
แนะนำติชมเว็บไซต์
ห้องสนทนา
 
ฐานานุศักดิ์ของสถาปัตยกรรมไทย
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 9 หน้า 
สถาปัตยกรรมไทย/บ้านทรงไทยกับสถาปัตยกรรม
 


เรือนเครื่องสับ มีลักษณะพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง คือ จะมี “ฐานานุศักดิ์” ในตัวของมันเองอยู่ทุกหลัง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฐานะความเป็นผู้พักอาศัย เช่น ในระยะแรกยังมีฐานะไม่ดีนักก็อาจใช้ “ฝากระดานตีเรียบ” ฝีมือช่างไม่สูงนัก แต่เมื่อฐานะดีขึ้น อาจเปลี่ยนเป็น “ฝาปะกน” ซึ่งมีลูกตั้ง และลูกเซ็นประกอบกันขึ้นมาเพื่อความงดงาม และคงทนถาวรมากขึ้น หรืออาจทำเป็น “ฝาลูกฟักกระดานดุน” ที่ทำให้ฝามีความหนามากขึ้น

ข้อสังเกตอีกแห่งหนึ่งที่ทำให้ทราบว่าบ้านใดเป็นบ้านพักของเจ้านาย หรือผู้มีฐานะสูง คือ บริเวณ
“หย่องหน้าต่าง” ของกรอบเช็ดหน้า มีลักษณะแตกต่างกันออกไปตามฐานะของเรือน ถ้าเป็นเรือนธรรมดาอาจเป็นแผ่นกระดานเรียบๆ ถ้าฐานะสูงขึ้นมาก็เป็นลูกฟักกระดานดุน ลูกกรงมะหวด จนสูงที่สุดก็จะแกะสลักเป็นลวดลายต่างๆ เช่น ลายก้านแย่ง ลายพฤกษชาติ แต่ไม่ได้แกะสลักทั้งหลังเหมือนอาคารทางพระพุทธศาสนา

ดังนั้น เราจะทราบฐานะของผู้ที่พักอาศัยในเรือนนั้นๆ ได้จากลักษณะรูปแบบอาคาร ถ้าเป็นเจ้านายระดับสูงอาคารก็จะเริ่มใหญ่ขึ้น คือ จะมีขนาดตั้งแต่ ๖ แปลนขึ้นไป การประดับตกแต่งนอกจากที่หย่องหน้าต่างแล้ว ก็ยังมีในส่วนอื่นๆ ด้วย เช่น การทำลูกกรงประดับต่างๆ ซึ่งในเรื่องฐานานุศักดิ์ของเรือนเครื่องสับนี้จะเห็นตัวอย่างได้จากเรือนหมู่ในพระที่นั่งวิมานเมฆ เรือนทับขวัญที่จังหวัดนครปฐม วังบ้านหม้อ วังปลายเนิน วังสวนผักกาด เป็นต้น


เรือนเครื่องก่อ
แต่เดิมการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยจะใช้ไม้เป็นหลัก แต่เพื่อความคงทนถาวรในการใช้งานจึงมีการพัฒนาวัสดุก่อสร้างใช้เป็นการก่ออิฐถือปูนขึ้นมา

สมัยโบราณมักจะสร้างอาคารก่ออิฐถือปูนกับอาคารทางศาสนาเป็นส่วนใหญ่ ต่อมาเริ่มมีการนำไปใช้ในการก่อสร้างพระราชวังหลวง วังของเจ้านาย และเรือนของข้าราชบริพารระดับสูง การก่อสร้างอาคารก่ออิฐถือปูนจะทำรากแผ่แล้วก่อผนังขึ้นไป ส่วนโครงสร้างหลังคายังทำเป็นเครื่องสับอยู่เหมือนเดิม วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างใช้ “ปูนสอ” เชื่อมยึดกับแผ่นอิฐ ปูนสอหรือปูนขาว (lime stone) ได้จากการเผาหินปูนหรือเปลือกหอย แล้วนำมาผสมกับทรายหยาบและน้ำผึ้ง หากเป็นงานขนาดใหญ่จะใช้น้ำผึ้งที่เคี่ยวจากตาลโตนด แต่ถ้าเป็นงานละเอียดจะใช้น้ำผึ้งจากรวงผึ้งนอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มความเหนียวได้โดยการเติม “กาวหนัง” หรือยางไม้บางชนิดลงไปได้ด้วย

รูปแบบของเรือนเครื่องก่ออาคารเครื่องก่อมักจะเป็นงานสถาปัตยกรรมที่มีความคงทนกว่าเรือนเครื่องสับโดยจะมีส่วนที่เป็น “เดี่ยวล่าง” และ “เดี่ยวบน” ของอาคารเป็นเครื่องก่อและส่วนหลังคาเป็นเครื่องสับก่อนที่จะเป็นเครื่องก่อทั้งหลังก็ยังมีการสร้างส่วนเดี่ยวล่างเป็นเครื่องก่อ ส่วนเดี่ยวบนเป็นเครื่องสับ เมื่อต้องการสร้างอาคารที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจึงต้องก่อส่วนเดี่ยวบนด้วยอิฐ แล้วฉาบปูนแทนเครื่องสับ บริเวณทางเข้าออกและช่องระบายอากาศที่ผนังจะทำคานทับหลังด้วยไม้ แต่อาคารบางที่มีการก่ออิฐเป็น “ทรงพนม” ก็ไม่ต้องมีคานทับหลังพบในอาคารเครื่องก่อขนาดใหญ่ เช่น พระราชวัง

การวางแผนผังเรือนหมู่เครื่องก่อ มีลักษณะคล้ายกับเรือนหมู่เครื่องสับ คือ จะประกอบด้วย

        - เรือนเอก ตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของเรือนหมู่ หรือวางตามความยาวในทิศทางตามตะวัน เพื่อการรับลมที่มาจากทิศใต้
        - เรือนรี ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของนอกชาน
        - เรือนขวางและเรือนครัว ตั้งอยู่ทางตะวันออก หรือตะวันตก โดยมีนอกชานแล่นกลางเป็นตัวเชื่อมเรือนทุกหลัง
        - บริเวณนอกชาน มักจะถมดินสูงขึ้นจากระดับเดิม แล้วปลูกต้นไม้ไว้ตรงกลางนอกชาน เพื่อความร่มรื่น
        - บันไดขึ้นลงอาคาร จะอยู่ในตำแหน่งด้านทิศเหนือ หรือใต้

การสร้างเรือนหมู่เครื่องก่อจะทำฐานรากโดยการขุดหลุมตามขนาดของเรือนหมู่ แล้วก่ออิฐเป็นฐานเพื่อรับน้ำหนักของตัวเรือน ยกเว้นส่วนนอกชานซึ่งจะถมดินขึ้นมาให้สูงให้ได้ระดับและบดอัดดิน (แต่เดิมใช้ดินลูกรัง ดินจอมปลวก) แล้วปูกระเบื้องดินเผายึดแนวด้วยปูนทราย

สถาปัตยกรรมไทยทรงเครื่องลำยอง การออกแบบ และก่อสร้างสถาปัตยกรรมไทยในทุกภาค ทุกสมัย การจัดระดับความสำคัญของอาคาร ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานภาพของเจ้าของอาคาร หรือผู้ที่ไปใช้อาคารนั้นๆ เช่น เป็นกษัตริย์ ขุนนาง คหบดี หรือประชาชนธรรมดา ดังนั้น อาคารทั้งหลายจึงต้องมีการแสดงออกถึง “ฐานานุศักดิ์” เช่น อาคารที่สร้างถวายเป็นพุทธบูชา อาคารที่สร้างเป็นเทวาลัย หรืออาคารที่สร้างขึ้นถวายพระมหากษัตริย์ ต้องแสดงความสำคัญของอาคารนั้นๆ โดยการประดับตกแต่งให้มีความสวยงาม และใช้วัสดุที่คงทนถาวรมากกว่าอาคารของประชาชนธรรมดา เช่น การก่ออิฐถือปูน การนำหินมาก่อสร้าง

อาคารที่มีฐานานุศักดิ์สูงจะตกแต่งด้วยความประณีต โดยมีการใช้องค์ประกอบที่มีลวดลายที่เรียกว่า “เครื่องลำยอง” ซึ่งแปลว่า เครื่องประดับที่ทำให้งดงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ ส่วนของหลังคา สถาปัตยกรรมทรงเครื่องลำยองจะไม่นำไปใช้กับประชาชนธรรมดา แต่จะใช้กับอาคารที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของเทพเจ้า พระมหากษัตริย์ หรือเป็นอุเทสิกเจดีย์เท่านั้น

เครื่องลำยองที่ใช้กับหลังคาหน้าจั่วในสมัยโบราณ ประเทศไทยมีทรัพยากรไม้ที่มีคุณภาพดี เช่น ไม้สัก ไม้ตะเคียนทอง ไม้แดง ไม้ประดู่ ไม้เต็งรัง ดังนั้น การก่อสร้างส่วนหลังคาจึงนำไม้มาใช้เป็นหลักที่พักอาศัย หรือบ้านเรือนของประชาชนทั่วไป บริเวณหลังคาก็จะมีปั้นลม จากจุดนี้ช่างได้พัฒนารูปแบบจนเกิดเป็นลวดลายที่งดงาม การใช้เครื่องลำยองประดับตกแต่งส่วนหลังคาและหน้าบันจะมีองค์ประกอบดังนี้

ช่อฟ้า
คือ ส่วนขององค์ประกอบที่อยู่บนหลังคาในตำแหน่งที่สูงที่สุดของหลังคา

ใบระกา เป็นองค์ประกอบของ “ตัวลำยอง” ที่สันนิษฐานกันว่านำมาจากลักษณะของขนปีกของครุฑ ซึ่งนำมาพัฒนาเป็นรูปแบบต่างๆ มากมาย เช่น ใบระกาน่องสิงห์ ใบระกาหอยจับหลัก ใบระกากระหนก ใบระกาใบเทศ

รวยระกา งวงไอยรา นาคสะดุ้ง ในการก่อสร้างโครงสร้างหลังคาทรงจั่วจะมุงด้วยกระเบื้องหางมน หางเหยี่ยว หรือกระเบื้องกาบกล้วย เป็นต้น จะทำให้เกิดช่องว่างของระแนง ซี่งทำให้นกหนูสามารถเข้าไปทำรังภายในได้ จึงได้มีการออกแบบปิดรูระแนง ฉะนั้น การออกแบบองค์ประกอบหน้าบันทรงเครื่องลำยองจึงได้ออกแบบต่อจากเดิมที่เป็นปั้มลมธรรมดาให้เป็นลวดลายคันลำยอง ใบระกา รวยระกา ขึ้นเพื่อป้องกันสัตว์เข้าไปทำรัง และทำให้จั่วหลังคาเกิดความงดงามอีกด้วย

หางหงส์ การออกแบบรวยระกานาคสะดุ้ง จะทำการติดตั้งบนหัว แปลาน แปหาร แปหัวเสา และอกไก่ แล้วยึดติดต่อโดยการใช้ปูนหลบกระเบื้องอีกชั้นหนึ่ง ส่วนบริเวณปลายของนาคสะดุ้งจะออกแบบเป็นหางหงส์ ซึ่งอาจมีการออกแบบให้แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับแต่ละตระกูลช่างในสมัยต่างๆ เช่น อาจออกแบบเป็นรูปเศียรนาค กระหนก นาคเบือน

ลานหน้าบัน ความงดงามของเครื่องลำยองในหลังคาทรงจั่วที่เห็นได้เด่นชัด และมีการออกแบบหลากหลายขึ้นอยู่กับฝีมือและความชำนาญของช่างในสมัยก่อนนั้น ส่วนใหญ่เป็นการแกะสลักไม้แล้วปิดทองคำเปลวประดับกระจกสี การออกแบบลวดลายที่บริเวณหน้าบันขึ้นอยู่กับขนาดของหน้าบันซึ่งอาจออกแบบเป็นลายก้านขด ลายกระหนก หรือลายเปลวแล้วแต่ความเหมาะสม บางแห่งอาจออกเป็นรูปเทพชุมนุมอยู่ที่บริเวณรูปจั่วและมีพระนารายณ์ทรงครุฑเข้าประดิษฐานกลางหน้าบัน เช่น รูปพระพรหม พระศิวะ

สถาปัตยกรรมไทยเครื่องยอด ในประเภทสถาปัตยกรรมไทยที่นำมาออกแบบกันตั้งแต่สมัยโบราณจะมีความผูกพันกับศาสนาเป็นหลัก ซึ่งจะเห็นได้จากหลักฐานทางโบราณคดีตั้งแต่สมัยทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี เชียงแสน สุโขทัย อยุธยา จึงถึงปัจจุบันสถาปัตยกรรมไทยที่ยังคงทนถาวร ได้รับการออกแบบเป็นศาสนสถาน เช่น ปราสาทหินในสมัยลพบุรีที่พบได้ อาทิ ปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทหินพิมาย ปราสาทหินศรีขรภูมิ มีอายุการใช้งานทนทานกว่าศตวรรษ ซึ่งเป็นการสร้างอาคารเพื่อเป็นพุทธบูชาและเทวบูชา ดังนั้นการออกแบบจึงเน้นรูปทรงไปทางตั้ง เพื่อให้ได้ลักษณะที่สูงเด่นกว่าอาคารอื่นๆ ทำให้เกิดลักษณะของสถาปัตยกรรมเครื่องยอดชนิดต่างๆ ขึ้นมา

เครื่องยอดต่างๆ จะนำไปใช้เฉพาะเป็นองค์ประกอบของอาคารที่ออกแบบโดยเน้นส่วนหลังคา ที่เรียกกว่า “หลังคาเครื่องยอด” เป็นหลัก ตัวอย่างเช่น บุษบก มณฑป แต่ก็ยังสามารถนำเครื่องยอดผนวกเข้ากับอาคาร เป็นส่วนของหลังคาเพื่อเน้นความสำคัญ เช่น การใช้เครื่องยอดประกอบกับตัวอาคารในงานสถาปัตยกรรมไทย หน้าบันทรงเครื่องลำยองที่ออกแบบเป็นจัตุรมุข ชั้นลดต่างๆ ตั้งแต่ ๓ ชั้นขึ้นไป ทั้งนี้เพื่อแสดงความเป็นปราสาทที่ประทับของเทพเจ้าหรือกษัตริย์ ดังนั้นเครื่องยอดจึงได้รับการออกแบบให้อยู่ในรูปแบบที่มีข้อกำหนดทางฉันทลักษณ์หลายชนิด เช่น

          ๑. เครื่องยอดปล้องไฉน
          ๒. เครื่องยอดบัวกลุ่ม
          ๓. เครื่องยอดทรงมงกุฎ (ทรงชฎา ทรงพระเกี้ยว)
          ๔. เครื่องยอดบันแถลง (ทรงจอมแห)
          ๕. เครื่องยอดทรงปรางค์
          ๖. เครื่องยอดเจดีย์เหลี่ยมย่อไม้สิบสอง
          ๗. เครื่องยอดเบ็ดเตล็ด.

(ผู้เขียน : รองศาสตราจารย์ ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี ราชบัณฑิต ประเภทสถาปัตยศิลป์ สาขาวิชาสถาปัตยกรรม สำนักศิลปกรรม)


(ที่มา : จดหมายข่าวราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ ๑๔ ฉบับที่ ๑๕๙, สิงหาคม ๒๕๔๗)


ข้อมูลนำมาจาก

http://www.bansongthai.com

 

 



 
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 9 หน้า 
ส่งหน้านี้ให้เพื่อน
 
 
 
 
กฎและกติกาการแสดงความคิดเห็น
  1. กรุณาใช้คำสุภาพในการแสดงความคิดเห็น งดใช้คำหยาบ ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายต่อบุคคลอื่น,สร้างความแตกแยก หรือ กระทบกับสถาบันอันเป็นที่เคารพของปวงชนชาวไทย
  2. หากทีมงานเว็บไซต์ ตรวจพบ หรือ มีผู้แจ้ง ทางเว็บไซต์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบออก โดยไม่ต้องแจ้งให้ผู้แสดงความคิดเห็น
  3. ทุกคำที่แสดงความคิดเห็นนั้น เป็นความรับผิดชอบของผู้แสดงความคิดเห็นแต่เพียงผู้เดียว ทุกความเห็นที่แสดงความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับทางเว็บไซต์นี้โดยเด็ดขาด
  4. สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎ และถูกดำเนินคดี เจ้าหน้าที่ตำรวจอาจติดต่อขอ IP เพื่อเป็นหลักฐานในการติดตามดำเนินคดีได้
 
 
แสดงความคิดเห็น
ผู้แสดงความเห็น :*
อีเมล์ :*
ข้อความ :*
 
 
VOTE
 
บริษัทรับเหมาก่อสร้างของท่านยังมีทีมช่างและกรรมกร เป็นลูกน้องประจำบริษัท อยู่หรือไม่ ?
 
 
ตัดเหมาย่อยไปหมดแล้ว
ยังมีทีมทำเองทั้งหมดอยู่
ทำเองบางส่วน ตัดเหมาบางส่วน
 
 

หน้าแรก  l  กองบรรณาธิการ  l  เกี่ยวกับเรา l  คำแนะนำติชม l  ติดต่อเรา  l  ลงโฆษณา  l  ลงข้อมูลในเว็บ  l  ทำงานกับเรา  l  คำถามตอบบ่อย  l  ข้อบังคับด้านกฎหมาย  l  Site Map  l  เว็บพันธมิตร

© 2007-2011 All Right Reserved. thaicontractors.com