จึงถือว่าเป็นเมกะโปรเจ็กต์ที่มีบทบาทความสำคัญต่อประเทศเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะมีการประเมินผล ประโยชน์ทางเศรษฐกิจตลอดอายุโครงการ พ.ศ. 2557-2591 ที่ให้ผลตอบแทนมากถึง 15.2 ล้านล้านบาท สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่ง และจราจร (สนข.) ในฐานะผู้รับผิดชอบหลักในการแปลงแผนมาสู่การปฏิบัติ จึงจัดสัมมนารับฟังความเห็นข้อเสนอแนะ และความต้องการของประชาชนครั้งที่ 2 ขึ้น
- ++12 สี ลงทุนกว่า 8 แสนล้าน
ตามแผนแม่บทระยะ 20 ปี (พ.ศ.2553-2572) ระบบขนส่งมวลชนทางรางของกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล จะถูกพลิกโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยโครงข่ายเส้นทางครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ 700 ตร.กม. มีประชาชนในเขตพื้นที่ถึง 5.13 ล้านคน จำนวนเส้นทางรถไฟฟ้ารวม 487 กม.
ประกอบด้วย
1. สายสีแดงเข้ม ธรรมศาสตร์ -มหาชัย ระยะทาง 85.3 กม.
2. สายสีแดงอ่อน ศาลายา-หัวหมาก 58.5 กม.
3. รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงค์ช่วงพญาไท-มักกะสัน-สุวรรณภูมิ 28.5 กม.
4. สายสีเขียวเข้ม ลำลูกกา-สมุทรปราการ-บางปู ระยะทาง 66.5 กม.
5. สายสีเขียวอ่อน ยศเส-บางหว้า 15.5 กม.
6. สายสีน้ำเงิน บางซื่อ-ท่าพระและหัวลำโพง-บางแค-พุทธมณฑล ระยะทาง 55 กม.
7. สายสีม่วง บางใหญ่ -ราษฎร์บูรณะ และแคราย-ปากเกร็ด ระยะทาง 49.8 กม.
8. สายสีส้ม บางบำหรุ -มีนบุรี ระยะทาง 32 กม.
9. สายสีชมพู ปากเกร็ด -มีนบุรี ระยะทาง 29.9 กม.
10. สายสีเหลือง ลาดพร้าว - สำโรง ระยะทาง 30.4 กม.
11. สายสีเทา วัชรพล -สะพานราม 9 ระยะทาง 26 กม. และ
12. สายสีดำ ดินแดง -สาทร ระยะทาง 9.5กม. ใช้งบประมาณการลงทุน 838,300 ล้านบาท และรองรับผู้โดยสารเดินทางกว่า 7.7 เที่ยวต่อวัน
++ผลประโยชน์15.2ล้านล้าน
จากการวิเคราะห์ผลประโยชน์ของรถไฟฟ้าทั้ง 12 สีตลอดอายุโครงการ 35 ปี (พ.ศ.2557-2591) พบว่าจะให้ผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจมากถึง 15.2 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าประหยัดเวลาในการเดินทาง 8.7 ล้านล้านบาท ประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้ยานพาหนะ 3 ล้านล้านบาท การประหยัดมูลค่าน้ำมันเชื้อเพลิง 1.6 ล้านล้านบาท และประหยัดค่าใช้จ่ายทางด้านสิ่งแวดล้อมในการกำจัดมลพิษที่เกิดขึ้น 1.9 ล้านล้านบาท
แต่หากประเมินกรณีดำเนินการก่อสร้างตามแผน 20 ปี โดยไม่รวมผลของมาตรการสนับสนุนอื่นๆ ในปี 2562 ก็จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่ารวม1.06 แสนล้านบาท ส่วนในปี 2572 จะมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่ารวม 2.53 แสนล้านบาท ในการคิดที่อัตราราคาน้ำมันคงที่ 28 บาทต่อลิตร
++แนะสร้างพร้อมกัน 12 สี
มุมมองของรศ.มานพ พงศทัต อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเห็นว่าการก่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าทั้งหมดควรดำเนินการไปพร้อมกัน แต่แบ่งสายแต่ละเส้นทางออกเป็นเฟสๆ เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงกันในทุกเส้นทาง พร้อมกับเสนอให้สร้างเส้นทางสายที่ 13 สาย สุวรรณภูมิ-ท่าเรือคลอง เตย-สนามบินดอนเมือง เพื่อเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวระหว่าง 2 สนามบิน
ขณะเดียวกันการวางเส้นทางโครงข่ายของเส้นทางรถไฟฟ้า ก็ควรจะคำนึงถึงการวางผังเมืองรวมของ กรุงเทพมหานคร ที่อีก 2 ปีข้างหน้าที่จะมีการปรับเปลี่ยนใหม่ด้วย ที่สำคัญการวางระบบขนส่งมวลชนแบบรางจะต้องดำเนินการทั้ง 3 ระบบ คือ บนดิน ลอยฟ้า และใต้ดิน เชื่อมโยงกัน และจะต้องเชื่อมโยงกับ 6 จุดศูนย์กลางความเจริญเติบโตของเมือง ได้แก่ จตุจักร, ศูนย์ราชการ, มักกะสัน, ตากสิน, พระราม 3 และเกาะรัตนโกสินทร์
- ++ก.คลังหนุนเอกชนร่วมทุน
นายธีรัชย์ อัตนาวานิช ผู้อำนวยการสำนักบริหารการระดมทุนโครงการลงทุนภาครัฐ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เสนอให้เอกชนเข้ามามีบทบาทต่อการลงทุนภาครัฐ โดยในโครงการขนาดใหญ่ ภาครัฐอาจจะเป็นผู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนเอกชนเป็นผู้บริหารการจัดการเดินรถ เป็นต้น ซึ่งรูปแบบการสัมปทานอาจจะต้องมองหารูปแบบใหม่ๆ เข้ามาใช้ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการลงทุน เช่น รัฐรับความเสี่ยงทางด้านค่าโดยสารแทนเอกชน หรือการที่รัฐบาลกำหนดอัตราค่าโดยสารที่ผู้เดินทางรับได้ หรือการใช้นโยบายตั๋วร่วม เป็นต้น
หากให้เอกชนเข้ามามีส่วนในการลงทุนจะช่วยลดภาระการลงทุนภาครัฐ แม้ว่าจะมีงบประมาณแต่ก็มีข้อจำกัดการใช้ ส่วนการกู้เงินจากต่างประเทศ รัฐบาลก็ต้องบริหารหนี้สาธารณะให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม
++"โสภณ"สั่งเร่งสายชมพู-ส้ม
สำหรับเส้นทางรถไฟฟ้าเร่งด่วนที่นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา คือ สายสีชมพู ช่วงปากเกร็ด-มีนบุรี ระยะทาง 29.9 กิโลเมตร เนื่องจากเป็นเส้นทางที่จะตัดผ่านศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ ที่กำลังจะเปิดให้บริการในกลางปีหน้า และสีส้ม ช่วงบางบำหรุ-มีนบุรี ระยะทาง 32 กิโลเมตร
ด้วยเหตุของการจราจรที่คับคั่งอย่างหนักของถ.รามคำแหง จึงต้องเร่งรัดให้สำนักงานนโยบาย และแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ปรับปรุงรายละเอียดและเรียงลำดับความสำคัญทั้ง 12 เส้นทาง ให้มีความเหมาะสมโดยเร็ว หากได้รับความเห็นชอบก็เตรียมให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) นำงบประมาณที่ใช้ศึกษารถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยายวงแหวนรอบในจำนวน 400 ล้านบาท มาศึกษาทั้ง 2 เส้นทาง
แม้ว่าโครงข่ายรถไฟฟ้าทั้ง 12 สายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้ามหานครกรุงเทพชนิดหน้ามือเป็นหลังมือจากปัจจุบันที่เป็นอยู่ แต่มูลค่าการลงทุนที่มหาศาลขนาดนี้ ก็คงต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบที่สุด ที่สำคัญผลกระทบกับผู้โดยสาร อย่างอัตราค่าโดยสารที่ยังไม่ได้กำหนดออกมาว่าจะเก็บในอัตราเท่าไร และอีกสารพันคำถามที่รอคำตอบ ซึ่งผู้รับผิดชอบโดยเฉพาะรัฐบาลคงต้องให้ความกระจ่าง และสร้างความเข้าใจโดยเร็ว
อ้างอิง :จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2446 23 ก.ค. - 25 ก.ค. 2552