การก่อสร้างอาคารในประเทศไทยซึ่งจะนิยมก่อสร้างอาคารเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก (Reinforced Concrete) อันเนื่องจากสามารถหาซื้อวัสดุได้ง่าย สะดวกในการขนส่ง สามารถปรับใช้กับขนาดโครงสร้างได้ตามต้องการ มีความคงทน และดูแลรักษาได้ง่าย
หลังจากที่วิศวกรโครงสร้างได้แบบสถาปัตยกรรมจากสถาปนิกแล้ว วิศวกรโครงสร้างก็จะเริ่มทำการกำหนดสมมุติฐานโครงสร้างก่อนแล้วจึงเริ่มลงมือทำการวิเคราะห์โครงสร้างอาคารซึ่งจะได้ค่าแรงดัด แรงเฉือน และแรงดัด เกิดขึ้นจากน้ำหนักคงที่ (Dead Load) และน้ำหนักจร (Live Loads) ที่กระทำกับโครงสร้างอาคาร จึงทำการเลือกหน้าตัดโครงสร้างที่เหมาะสมแล้วจึงออกแบบหน้าตัดโครงสร้าง คสล. เช่น เสา คาน พื้น บันได ฐานราก เป็นต้น ว่ามีปริมาณเหล็กเสริมในหน้าตัดแต่ละช่วงของโครงสร้างเป็นเท่าไร ดังนั้นวิศวกรต้องทำการสเก็ตส์หน้าตัดโครงสร้าง และกำหนดจำนวนเหล็กเสริมหลักและเหล็กปลอก (Stirrup) ในตำแหน่งต่างๆ ในกรณีที่คำนวณด้วยมือ หรือโปรแกรมวิเคราะห์ และออกแบบโครงสร้างทั่วไป
วิศวกรโครงสร้างอาจเขียนแบบรายละเอียดนี้เอง หรือส่งรายละเอียดการเสริมเหล็ก โดยการสเก็ตส์มือให้กับพนักงานเขียนแบบทำการเขียนแบบรายละเอียดการเสริมเหล็ก เพื่อให้มีพฤติกรรมตามที่ได้ออกแบบไว้ ดังนั้นการเขียนแบบรายละเอียดนี้จำเป็นจะต้องระบุรายละเอียดจำนวนเหล็กเสริม ระยะการทาบเหล็กระยะการล้วงเหล็ก ตำแหน่งการหยุดเหล็ก การเพิ่ม หรือการลดระยะดับ อย่างละเอียดเพื่อให้ผู้รับเหมาก่อสร้างสามารถนำไปก่อสร้างได้จริง
การเขียนแบบโครงสร้างจึงเป็นขบวนการทำงานที่จะต้องอาศัยความแม่นยำ และถูกต้องในการถ่ายทอดความคิดของวิศวกรโครงสร้างเพราะต่อให้คำนวณได้แม่นยำถูกต้องเพียงไร หากเขียนแบบผิดพลาดแล้วย่อมก็ให้เกิดผลเสียอย่างร้ายแรงทั้งร่างกายและทรัพย์สินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กรุณาดูตัวอย่างได้จากรูปถ่ายด้านบนว่าจะเกิดอะไรขึ้น? เพราะเสริมเหล็กคอม้าผิดตำแหน่งจากด้านล่างกลับกลายเป็นด้านบนทั้งอาคาร
สำหรับคอลัมน์นี้จะเริ่มทยอยเขียนบทความการเขียนแบบรายละเอียดโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยแต่ละบทจะเป็นแต่ละชิ้นส่วนโครงสร้าง ตั้งแต่ ฐานราก เสา คาน พื้น บันได กล่องลิฟท์ บ่อบำบัดน้ำเสีย สระน้ำ และอื่นๆ หากท่านมีข้อคิดเห็น หรือเสนอแนะประการใดเพื่อให้บทความมีความถูกต้อง และสมบูรณ์ขึ้นกว่าเดิม กรุณาให้คำแนะนำด้วยจักเป็นพระคุณอย่างสูง